...เอาเป็นว่าเรามาดูสาเหตุของการเกิดสิวและต้นเหตุของอารมณ์เหวี่ยงในช่วงก่อนมีประจำเดือนกันก่อนดีกว่าค่ะ
สิวเกิดจากอะไร?
- ร่างกายสร้างฮอร์โมนเพศชายที่ชื่อ Androgen มากเกินไป ทำให้มีการสร้างไขมันเพิ่ม โดยมากฮอร์โมนจะเริ่มสร้างเมื่ออายุ
11 – 14 ปี ดังนั้น จึงพบสิวมากในวัยนี้และอาจจะอยู่ได้นานหลายปี และพบว่าการเกิดสิวอาจสัมพันธ์กับการมีรอบเดือน โดยร้อยละ 60 -70 ของผู้หญิงจะมีสิวมากขึ้นใน 1 สัปดาห์ก่อนมีประจำเดือน เนื่องจากการเปลี่ยนแปลงของระดับฮอร์โมนโปรเจสเตอโรนในร่างกาย
- การผลิตไขมันมากขึ้นร่วมกับเซลล์ผิวหนัง และเชื้อแบคทีเรียทำให้เกิดสิว
- มีการเปลี่ยนแปลงของรากผม รากผมเจริญเร็วเซลล์มีการแบ่งตัวเร็ว และมีเซลล์ที่ตายมาก จึงเกิดการอุดตันของต่อมไขมัน แบคทีเรีย โดยเฉพาะแบคทีเรียที่ชื่อ Propionibacterium acne จะทำให้เกิดการอักเสบของสิว แล้วอารมณ์เหวี่ยงก่อนมีประจำเดือนหละมันคืออะไร......มันก็คือกลุ่มอาการก่อนมีประจำเดือน! แล้วกลุ่มอาการก่อนมีประจำเดือนนั้นคืออะไร?
คำตอบก็คือ กลุ่มอาการก่อนมีประจำเดือน หรือ Premenstrual Syndrome (PMS) คืออาการทางร่างกายและจิตใจที่เกิดขึ้นกับสตรีวัยเจริญพันธุ์ในช่วงประมาณ 5 – 10 วัน ก่อนมีประจำเดือน และอาการจะดีขึ้นและหายไปหลังจากประจำเดือนมาแล้ว PMS นั้นเป็นกลุ่มอาการทางสูตินรีเวช ที่มีความเกี่ยวเนื่องกับการเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมนในรอบเดือน อาการมีหลายรูปแบบและระดับความรุนแรงก็ขึ้นอยู่กับผู้หญิงแต่ละคน ซึ่งร้อยละ 95 ของผู้หญิงวัยเจริญพันธุ์จะมีอาการ PMS อย่างน้อย 1 ใน 8 อาการหลักๆก่อนมีประจำเดือนเหล่านี้คือ
1. อาการทางอารมณ์และจิตใจ เช่นหงุดหงิดง่าย เครียด ซึมเศร้า อารมณ์แปรปรวน
2. ท้องอืด น้ำหนักขึ้น
3. คัดตึงเต้านม
4. มือหรือเท้าบวม
5. ปวด เช่นปวดศรีษะ เป็นตะคริว
6. ขาดสมาธิ
7. นอนไม่หลับ
8. อยากอาหารมากกว่าปกติ
และจากการสำรวจพบว่า ร้อยละ 10 ของสตรีที่มีอาการ PMS จะเข้าข่ายกลุ่มอาการก่อนมีประจำเดือนชนิดรุนแรง หรือ Premenstrual Dysphoric Disorder (PMDD) สตรีกลุ่มดังกล่าวถูกรบกวนจากอาการจนไม่สามารถจะประกอบกิจการงานตามปกติได้ และต้องได้รับการดูแลจากแพทย์ ในรายที่มีอาการรุนแรง และมีอาการทางประสาท หรือมีพฤติกรรมเบี่ยงเบนไปมากจนทำให้อาจเข้าใจผิดว่าเป็นอาการป่วยทางจิต หรือโรคประสาทได้
...คราวนี้เรื่องสิวๆกับอารมณ์เหวี่ยงๆ ก่อนวันนั้นของเดือนก็จะไม่มาให้กวนใจคุณสาวๆอีกต่อไป แต่ทั้งนี้ก็อย่าลืมที่จะปรึกษาแพทย์เพื่อรับคำแนะนำในการทานยาที่ถูกต้องด้วยนะค่ะ
ขอบคุณข้อมูลจาก http://www.yaz.com/html/index.html
RSS Feed
Twitter
0 ความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น