วันนี้จะขอนำคุณผู้หญิง คนไหนก็อยากมีหุ่นดี ที่สำคัญหน้าท้องต้องแบนราบ เพราะเวลาจะใส่ชุดไหน จะได้มั่นใจว่าสวยชัวร์ ๆ (ไม่มีห่วงยางน้อย ๆ โผล่ออกมาโดยไม่ได้รับเชิญ อิอิ) และหากคุณคือคนที่ต้องการลดขนาดรอบเอว ลดความอ้วนและอยากมีหน้าท้องที่แบนราบเรามี 10 วิธีเก๋ๆ! ที่ช่วยลดพุงแบบง่าย ๆ
1.บอกลาอาหารจังก์ฟู้ดส์ เพราะอาหารจังก์ฟู้ดส์เหล่านี้ มักมีทั้งน้ำตาล และไขมันอิ่มตัวเป็นส่วนประกอบแทบทั้งนั้น
2.น้ำตาลคือจอมวายร้าย เพราะฉะนั้นเลือกทานอาหารประเภทซูการ์ฟรีซะ มันช่วยทำให้หน้าท้องของคุณลดลงได้
3.หลีกเลี่ยงอาหารประเภทแป้งขัดขาว ขนมปังขัดขาว พาสต้า โดนัท เค้ก และบิสกิต เพราะอาหารเหล่านี้จะทำให้คุณอ้วนขึ้น แถมยังส่งผลเสียต่อระบบย่อยอาหารด้วย และยังทำให้เกิดไขมันเก็บสะสมในร่างกายอีกต่างหาก
4.อย่ากินขนมตอนกลางคืน นั่นก็เพราะการรับประทานขนมตอนกลางคืน จะทำให้คุณไม่สามารถเผาผลาญไขมันออกไปได้ เพราะช่วงกลางคืนเราทานแล้วก็นอน แทบไม่ได้ทำกิจกรรมอะไรที่เผาผลาญพลังงานอีกแล้วนั่นเอง
5.เปิดไฟนอน เพราะเมื่อเร็ว ๆ นี้มีการศึกษาชิ้นหนึ่งพบว่า การนอนหลับในห้องที่เปิดไฟ จะมีช่วยลดความอยากอาหารได้มากกว่านอนในสภาพบรรยากาศมืด ๆ ซึ่งแน่นอนว่า มันเกี่ยวข้องกับขนาด "พุง" ของคุณอย่างไม่ต้องสงสัย
6.ออกกำลังกายลดความอ้วน คำแนะนำที่ดีที่สุดสำหรับคนที่อยากลดน้ำหนัก กำจัดพุง ก็คือ การออกกำลังกายนี่เอง เพราะมันจะช่วยเผาผลาญไขมัน และน้ำหนักให้คุณได้
7.ดื่มชาเขียว วันละ 3-4 แก้ว เพราะมันจะช่วยให้การออกซิเดชั่นไขมันดีขึ้น เร่งอัตราการเผาผลาญในร่างกาย แถมยังสามารถลดคอเลสเตอรอลได้อีกต่างหาก
8.เริ่มต้นเช้าวันใหม่ด้วยการดื่มน้ำผึ้งผสมน้ำมะนาวอุ่น ๆ รับรองว่าเวิร์ก
9.อย่าปล่อยให้หิว เพราะหากยิ่งปล่อยให้หิว ฮอร์โมนที่เกี่ยวข้องกับความอยากอาหารจะยิ่งหลั่งออกมา และหากคุณกินตามใจฮอร์โมน น้ำหนักเพิ่มขึ้นแน่นอน
10.ลดทานเค็ม นั่นก็เพราะการทานอาหารรสเค็มจัดเกินไปเป็นสาเหตุให้ฮอร์โมนที่เกี่ยวข้อง กับความอ้วน และน้ำหนักในเด็กผู้หญิงเปลี่ยนแปลงได้
ที่มา kapook.com
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ลดความอ้วน แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ลดความอ้วน แสดงบทความทั้งหมด
วันอังคาร
มาดู 10 วิธีเก๋ๆ! ที่ช่วยลดความอ้วนแบบง่าย ๆ
เขียนโดย
บทความเกร็ดความรู้ สุขภาพที่ผู้หญิง ไม่ควรพลาด
ที่
23:40
วันจันทร์
หุ่นสวยด้วย 6 ความลับที่ช่วยให้คุณผู้หญิงมีรูปร่างดี
เขียนโดย
บทความเกร็ดความรู้ สุขภาพที่ผู้หญิง ไม่ควรพลาด
ที่
01:08
หุ่นสวยด้วย 6 ความลับที่ช่วยให้คุณผู้หญิงมีรูปร่างดีไม่ว่าคุณผู้หญิง คนไหนก็อยากมีหุ่นสวยและมีสุขภาพดีแทบทั้งนั้น แต่กว่าจะไปถึงขั้นนั้นได้นี่สิ สารพัดเคล็ดลับที่ขุดออกมาใช้ก็ยังไม่ได้ผลเสียที เอ...หรือว่าจริง ๆ แล้ว คุณผู้หญิง กำลังบริหารรูปร่างของตัวเองผิดวิธีหรือเปล่านะ วันนี้เราจึงมี 6 เคล็ดลับเกี่ยวกับการบริหารรูปร่างให้ฟิตแอนด์เฟิร์มมาบอกกัน

1.หยุดขี้เกียจ ไปออกกำลังกายซะ
ความเบื่อและขี้เกียจไปออกกำลังกายเป็นอุปสรรคใหญ่ในการมีรูปร่างที่สวยงาม แม้ว่าคุณจะทานอาหารที่เปี่ยมไปด้วยประโยชน์ หรือหลีกเลี่ยงอาหารไขมันสูง แต่หากคุณไม่คิดถึงการออกกำลังกายเลย รับรองว่าทั้งต้นแขน หน้าท้อง สะโพก รวมทั้งต้นขาของคุณไม่มีทางแบนราบได้แน่ ๆ ค่ะ ส่วนการใช้ยาลดความอ้วน หรืออาหารเสริมนั้น ก็ช่วยให้คุณลดน้ำหนักได้ในช่วงสั้น ๆ เท่านั้น แถมยังทิ้งผลข้างเคียงไว้ในระยะยาวอีกต่างหาก
พูดมาเสียขนาดนี้ ก็คงต้องหันไปคิดเรื่องการออกกำลังกายบ้างแล้วล่ะค่ะ ไม่จำเป็นต้องไปเข้าฟิตเนสเป็นชั่วโมง ๆ หรอก แค่เจียดเวลาสัก 10-30 นาที มาออกกำลังกายก็ช่วยได้แล้ว หรือจะเลือกวิธีออกกำลังกายง่าย ๆ อย่างเช่น การเดิน แล้วก็ค่อย ๆ เพิ่มระยะทางขึ้นไปเรื่อย ๆ ก็จะช่วยให้คุณใช้พลังงานได้มากขึ้น และไขมันก็จะถูกเบิร์นออกไปได้ด้วย
และสำหรับสาวทำงานที่มักบ่นว่าไม่มีเวลา เราขอแนะนำให้คุณหาเวลาสัก 10 นาที ลุกขึ้นมาเดินเล่นหลังรับประทานอาหารกลางวันบ้าง ดีกว่ากลับไปนั่งเฉย ๆ ที่โต๊ะทำงาน รู้ไหมคะว่า การเดินวันละ 10,000 ก้าว (เทียบได้กับการเดินเร็ว ๆ ประมาณ 20 นาที) จะช่วยให้คุณใช้พลังงานไปมากกว่า 500 กิโลแคลอรีเลยทีเดียว ว้าว! ไม่น่าเชื่อเลยใช่ไหมล่ะ
2.ห้ามอด!!! ต้องทานให้ครบ 3 มื้อ
หลายคนเข้าใจว่า การไดเอทแบบอดอาหารจะช่วยให้คุณลดน้ำหนักได้อย่างรวดเร็ว และส่วนใหญ่สาว ๆ มักจะอดอาหารมื้อเช้าเสียด้วย โดยให้เหตุผลว่า "ไม่มีเวลาทาน" หรือไม่ก็คิดว่า "เดี๋ยวก็ทานมื้อเที่ยงแล้ว" ทำให้สาว ๆ หลายคนยอมอด แล้วปล่อยให้ท้องหิวจนลืมตัวส่งผลให้ทานอาหารมากกว่าปกติในมื้อต่อไป ซึ่งจะทำให้คุณรู้สึกขี้เกียจ และง่วงนอนในตอนบ่ายไปเสียอีก
วิธีนี้ไม่ดีต่อการรักษาหุ่นสวยของคุณสาว ๆ แน่นอนค่ะ เพราะเมื่อใดก็ตามที่คุณได้ทานอาหารหลังจากอดมื้อใดมื้อหนึ่งมา ร่างกายของคุณจะยิ่งสั่งให้คุณทานเข้าไปเรื่อย ๆ เพื่อชดเชยสารอาหารที่เสียไป และเก็บพลังงานสะสมไว้มากเท่าที่จะมากได้ ซึ่งไม่ต้องสงสัยเลยว่า ยิ่งคุณอดก็จะยิ่งทำให้คุณอ้วนขึ้นง่ายกว่าเดิมเสียอีก
เช่นนั้นแล้ว วิธีที่ดีที่สุดเลยก็คือ ควรทานอาหารให้ครบทั้ง 3 มื้อค่ะ แต่อาจลดปริมาณลง หรือแบ่งส่วนเล็ก ๆ ไว้ทานระหว่างวันทุก ๆ 3-4 ชั่วโมง โดยเลือกอาหารจำพวก โยเกิร์ตไขมันต่ำ ผลไม้ที่มีน้ำตาลน้อย เพื่อป้องกันไม่ให้ระดับน้ำตาลในเลือดน้อยเกินไปนั่นเอง
3.ออกกำลังกายเฉพาะส่วน ไม่ใช่ทางที่ดีที่สุด
เชื่อเถอะว่า ผู้หญิงส่วนใหญ่มักมีปัญหาที่ต้นขา หน้าท้อง สะโพก และต้นขาเหมือน ๆ กัน โดยเฉพาะสาวออฟฟิศที่พบได้บ่อยกว่าเพื่อน เพราะแทบไม่ค่อยได้เคลื่อนไหวร่างกายนั่นเอง ฉะนั้นแล้ว การออกกำลังกายเฉพาะส่วนก็มักเป็นวิธีที่สาว ๆ เลือกบริหารเพื่อช่วยให้ร่างกายบริเวณนั้นฟิตแอนด์เฟิร์มมากขึ้น
แต่รู้ไหมว่า การที่เราออกกำลังกายแบบโฟกัสเฉพาะส่วน ไม่ว่าจะเป็นการซิทอัพเพื่อลดหน้าท้อง หรือการเล่นสควอชเพื่อให้ต้นขาเฟิร์ม อาจจะไม่มีประสิทธิภาพพอที่จะเบิร์นไขมันส่วนเกิน และทำให้รูปร่างคุณดีขึ้น เนื่องจากการที่จะกำจัดไขมันส่วนเกินออกไปนั้นจำเป็นต้องออกกำลังกายประเภท ที่เสริมสร้างความแข็งแรงให้หัวใจ และออกกำลังกายในทุก ๆ ส่วนร่วมกับการควบคุมอาหาร
ดังนั้น ใครที่มุ่งเน้นการออกกำลังกายแบบเฉพาะส่วนแล้วรู้สึกว่าไม่ได้ผลดังใจ เราขอแนะนำให้คุณหาเวลามาออกกำลังกายอย่างน้อยสัปดาห์ละ 3 ครั้ง และให้ออกกำลังกายเฉพาะส่วนแบบที่คุณถนัดสักครึ่งชั่วโมงเป็นเวลา 2 ครั้งต่อสัปดาห์
4.เบิร์นแคลอรีง่าย ๆ แค่ 15 นาทีเท่านั้นเอง
"ไม่มีเวลาออกกำลังกาย" เป็นเหตุผลง่าย ๆ ที่คนมักอ้างเวลาขี้เกียจ แต่ความจริงแล้ว เราไม่จำเป็นต้องใช้เวลามากมายหลายชั่วโมงก็ออกกำลังกายได้ เพียงแค่ 15 นาทีเท่านั้นก็เพียงพอที่จะกำจัดแคลอรีส่วนเกินออกไปได้แล้วล่ะค่ะ โดยคุณอาจแบ่งช่วงเวลาออกกำลังกายออกเป็น 2-3 ครั้งในหนึ่งวัน แต่รวมกันให้ได้สัก 30 นาที ก็ถือว่าประสบความสำเร็จแล้วล่ะ
ยกตัวอย่าง คุณอาจวิ่งขึ้นลงบันได หรือกระโดดเชือกหลังจากตื่นนอน สัก 15 นาที เมื่อไปทำงาน หลังทานอาหารเที่ยง คุณก็อาจจะลุกขึ้นมาเดินเล่นสัก 15 นาที หรือจะเลือกเต้นแอโรบิก, แอโรบ็อกซิ่ง สัก 15 นาที หรือกระทั่งเหงื่อออกก็ยังไหว แค่นี้คุณก็ออกกำลังกายได้วันละ 45 นาทีเข้าไปแล้วนะ ถ้าคุณทำแบบนี้ได้สัปดาห์ละ 5 ครั้ง ร่วมกับการควบคุมอาหาร รับรองว่า ภายใน 2 เดือน คุณจะเห็นความเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นกับตัวเองแน่ ๆ ขอบอก
5.ออกกำลังกายให้หนักขึ้น
สำหรับคนที่ห่างหายจากการออกกำลังกายมานานเหลือเกิน เมื่อถึงเวลาที่คุณจะกลับไปออกกำลังกายอีกครั้ง คงจะรู้สึกเหนื่อยไวขึ้น แต่หลังจากออกกำลังกายได้ระยะหนึ่งแล้ว ร่างกายของคุณจะเริ่มคุ้นเคยมากขึ้น ส่งผลให้การทำงานของหัวใจและปอดดีขึ้นไปด้วย
เช่นนั้นแล้ว ถึงเวลาที่คุณต้องออกกำลังกายให้หนักขึ้น เพื่อสร้างกล้ามเนื้อ ช่วยให้หัวใจแข็งแรงขึ้น และกระตุ้นให้แคลอรีถูกกำจัดออกไปให้มากขึ้นกว่าเดิม แต่ไม่ได้หมายถึงให้คุณออกกำลังกายมากเกินไปทีเดียวนะคะ ควรเพิ่มปริมาณการออกกำลังกายทีละเล็กน้อย เช่น เพิ่มเวลา เพิ่มระยะทาง ตั้งเป้าให้สูงขึ้น แล้วค่อย ๆ ทำอย่างระมัดระวัง เพื่อให้อัตราการเต้นของหัวใจอยู่ระหว่าง 120-150 ครั้งต่อนาทีเป็นเวลาต่อเนื่องประมาณ 20 นาที จะช่วยให้คุณแข็งแรงขึ้นอย่างไม่น่าเชื่อ
6.ระวังอาการบาดเจ็บ
อาการบาดเจ็บสามารถเกิดขึ้นได้ทุก ๆ ที่ และทุกเวลา โดยเฉพาะเมื่อคุณออกกำลังกาย ซึ่งสาเหตุที่ทำให้คุณบาดเจ็บอาจมาจากการใช้กล้ามเนื้อมากเกินไปนั่นเอง เพราะฉะนั้นแล้ว ก่อนที่จะออกกำลังกายทุกครั้ง ก็ควรยืดกล้ามเนื้อเสียก่อน เพื่อเตรียมร่างกายให้พร้อม และช่วยให้ร่างกายยืดหยุ่นมากขึ้น แถมยังช่วยลดความเสี่ยงจากอาการบาดเจ็บที่อาจจะเกิดขึ้นได้ด้วย
นอกจากนี้ สิ่งที่ไม่ควรลืมก็คือ ควรประเมินขีดจำกัดของร่างกายตัวเองไว้ด้วยค่ะ เพราะถ้าเมื่อไหร่ที่คุณรู้สึกเหนื่อยมาก จนเจ็บ-ปวดกล้ามเนื้ออย่างรุนแรง นั่นเป็นสัญญาณว่าคุณควรหยุดทันที หากยังฝืนออกกำลังกายต่อไป อาจจะยิ่งทำให้อาการบาดเจ็บรุนแรงขึ้น เช่น กล้ามเนื้ออักเสบ เส้นเอ็นอักเสบ หรือขาดได้เลยทีเดียว
สำหรับคนที่ออกกำลังกายเป็นประจำทุกวัน ควรเปลี่ยนไปออกกำลังกายในรูปแบบอื่น ๆ ให้มีความหลากหลายเพิ่มขึ้น ไม่ควรออกกำลังกายประเภทเดียวกันซ้ำ ๆ ยกตัวอย่างเช่น หากคุณวิ่งออกกำลังกายมาตลอด ก็ควรเปลี่ยนไปเล่นกีฬา หรือออกกำลังกายอย่างอื่นบ้าง เพราะการวิ่งจะช่วยบริหารเฉพาะกล้ามเนื้อขาเท่านั้น แต่ควรหันไปบริหารกล้ามเนื้อส่วนอื่น ๆ เพื่อเพิ่มความแข็งแรงในร่างกายมากขึ้นด้วยค่ะ
4 ความลับเอาชนะการออกกำลังกาย
เลือกกิจกรรมออกกำลังกายที่คุณชอบ จะช่วยให้คุณไม่รู้สึกเบื่อ หรือสูญเสียความตั้งใจ และเลือกการออกกำลังกายที่หลากหลาย เพื่อสร้างกล้ามเนื้อให้ฟิต
เป็นเทรนเนอร์ให้ตัวเอง เพราะคุณคือคนที่รู้จักร่างกายของตัวเองได้ดีที่สุด ฉะนั้น จัดเวลาออกกำลังกายที่เหมาะสมให้ตัวเองได้เลย
เลือกออกกำลังกายในเวลาที่คุณสะดวกที่สุด และทำเป็นประจำอย่างน้อย 3 ครั้งต่อสัปาดห์ หรือสัปดาห์ละ 2 ชั่วโมง
จำไว้ว่า การออกกำลังกายหนัก ๆ เร่ง ๆ ในเวลาสั้น ๆ ไม่ได้ให้ผลดีไปกว่าการออกกำลังกายแบบธรรมดา ๆ แต่ต่อเนื่อง

1.หยุดขี้เกียจ ไปออกกำลังกายซะ
ความเบื่อและขี้เกียจไปออกกำลังกายเป็นอุปสรรคใหญ่ในการมีรูปร่างที่สวยงาม แม้ว่าคุณจะทานอาหารที่เปี่ยมไปด้วยประโยชน์ หรือหลีกเลี่ยงอาหารไขมันสูง แต่หากคุณไม่คิดถึงการออกกำลังกายเลย รับรองว่าทั้งต้นแขน หน้าท้อง สะโพก รวมทั้งต้นขาของคุณไม่มีทางแบนราบได้แน่ ๆ ค่ะ ส่วนการใช้ยาลดความอ้วน หรืออาหารเสริมนั้น ก็ช่วยให้คุณลดน้ำหนักได้ในช่วงสั้น ๆ เท่านั้น แถมยังทิ้งผลข้างเคียงไว้ในระยะยาวอีกต่างหาก
พูดมาเสียขนาดนี้ ก็คงต้องหันไปคิดเรื่องการออกกำลังกายบ้างแล้วล่ะค่ะ ไม่จำเป็นต้องไปเข้าฟิตเนสเป็นชั่วโมง ๆ หรอก แค่เจียดเวลาสัก 10-30 นาที มาออกกำลังกายก็ช่วยได้แล้ว หรือจะเลือกวิธีออกกำลังกายง่าย ๆ อย่างเช่น การเดิน แล้วก็ค่อย ๆ เพิ่มระยะทางขึ้นไปเรื่อย ๆ ก็จะช่วยให้คุณใช้พลังงานได้มากขึ้น และไขมันก็จะถูกเบิร์นออกไปได้ด้วย
และสำหรับสาวทำงานที่มักบ่นว่าไม่มีเวลา เราขอแนะนำให้คุณหาเวลาสัก 10 นาที ลุกขึ้นมาเดินเล่นหลังรับประทานอาหารกลางวันบ้าง ดีกว่ากลับไปนั่งเฉย ๆ ที่โต๊ะทำงาน รู้ไหมคะว่า การเดินวันละ 10,000 ก้าว (เทียบได้กับการเดินเร็ว ๆ ประมาณ 20 นาที) จะช่วยให้คุณใช้พลังงานไปมากกว่า 500 กิโลแคลอรีเลยทีเดียว ว้าว! ไม่น่าเชื่อเลยใช่ไหมล่ะ
2.ห้ามอด!!! ต้องทานให้ครบ 3 มื้อ
หลายคนเข้าใจว่า การไดเอทแบบอดอาหารจะช่วยให้คุณลดน้ำหนักได้อย่างรวดเร็ว และส่วนใหญ่สาว ๆ มักจะอดอาหารมื้อเช้าเสียด้วย โดยให้เหตุผลว่า "ไม่มีเวลาทาน" หรือไม่ก็คิดว่า "เดี๋ยวก็ทานมื้อเที่ยงแล้ว" ทำให้สาว ๆ หลายคนยอมอด แล้วปล่อยให้ท้องหิวจนลืมตัวส่งผลให้ทานอาหารมากกว่าปกติในมื้อต่อไป ซึ่งจะทำให้คุณรู้สึกขี้เกียจ และง่วงนอนในตอนบ่ายไปเสียอีก
วิธีนี้ไม่ดีต่อการรักษาหุ่นสวยของคุณสาว ๆ แน่นอนค่ะ เพราะเมื่อใดก็ตามที่คุณได้ทานอาหารหลังจากอดมื้อใดมื้อหนึ่งมา ร่างกายของคุณจะยิ่งสั่งให้คุณทานเข้าไปเรื่อย ๆ เพื่อชดเชยสารอาหารที่เสียไป และเก็บพลังงานสะสมไว้มากเท่าที่จะมากได้ ซึ่งไม่ต้องสงสัยเลยว่า ยิ่งคุณอดก็จะยิ่งทำให้คุณอ้วนขึ้นง่ายกว่าเดิมเสียอีก
เช่นนั้นแล้ว วิธีที่ดีที่สุดเลยก็คือ ควรทานอาหารให้ครบทั้ง 3 มื้อค่ะ แต่อาจลดปริมาณลง หรือแบ่งส่วนเล็ก ๆ ไว้ทานระหว่างวันทุก ๆ 3-4 ชั่วโมง โดยเลือกอาหารจำพวก โยเกิร์ตไขมันต่ำ ผลไม้ที่มีน้ำตาลน้อย เพื่อป้องกันไม่ให้ระดับน้ำตาลในเลือดน้อยเกินไปนั่นเอง
3.ออกกำลังกายเฉพาะส่วน ไม่ใช่ทางที่ดีที่สุด
เชื่อเถอะว่า ผู้หญิงส่วนใหญ่มักมีปัญหาที่ต้นขา หน้าท้อง สะโพก และต้นขาเหมือน ๆ กัน โดยเฉพาะสาวออฟฟิศที่พบได้บ่อยกว่าเพื่อน เพราะแทบไม่ค่อยได้เคลื่อนไหวร่างกายนั่นเอง ฉะนั้นแล้ว การออกกำลังกายเฉพาะส่วนก็มักเป็นวิธีที่สาว ๆ เลือกบริหารเพื่อช่วยให้ร่างกายบริเวณนั้นฟิตแอนด์เฟิร์มมากขึ้น
แต่รู้ไหมว่า การที่เราออกกำลังกายแบบโฟกัสเฉพาะส่วน ไม่ว่าจะเป็นการซิทอัพเพื่อลดหน้าท้อง หรือการเล่นสควอชเพื่อให้ต้นขาเฟิร์ม อาจจะไม่มีประสิทธิภาพพอที่จะเบิร์นไขมันส่วนเกิน และทำให้รูปร่างคุณดีขึ้น เนื่องจากการที่จะกำจัดไขมันส่วนเกินออกไปนั้นจำเป็นต้องออกกำลังกายประเภท ที่เสริมสร้างความแข็งแรงให้หัวใจ และออกกำลังกายในทุก ๆ ส่วนร่วมกับการควบคุมอาหาร
ดังนั้น ใครที่มุ่งเน้นการออกกำลังกายแบบเฉพาะส่วนแล้วรู้สึกว่าไม่ได้ผลดังใจ เราขอแนะนำให้คุณหาเวลามาออกกำลังกายอย่างน้อยสัปดาห์ละ 3 ครั้ง และให้ออกกำลังกายเฉพาะส่วนแบบที่คุณถนัดสักครึ่งชั่วโมงเป็นเวลา 2 ครั้งต่อสัปดาห์
4.เบิร์นแคลอรีง่าย ๆ แค่ 15 นาทีเท่านั้นเอง
"ไม่มีเวลาออกกำลังกาย" เป็นเหตุผลง่าย ๆ ที่คนมักอ้างเวลาขี้เกียจ แต่ความจริงแล้ว เราไม่จำเป็นต้องใช้เวลามากมายหลายชั่วโมงก็ออกกำลังกายได้ เพียงแค่ 15 นาทีเท่านั้นก็เพียงพอที่จะกำจัดแคลอรีส่วนเกินออกไปได้แล้วล่ะค่ะ โดยคุณอาจแบ่งช่วงเวลาออกกำลังกายออกเป็น 2-3 ครั้งในหนึ่งวัน แต่รวมกันให้ได้สัก 30 นาที ก็ถือว่าประสบความสำเร็จแล้วล่ะ
ยกตัวอย่าง คุณอาจวิ่งขึ้นลงบันได หรือกระโดดเชือกหลังจากตื่นนอน สัก 15 นาที เมื่อไปทำงาน หลังทานอาหารเที่ยง คุณก็อาจจะลุกขึ้นมาเดินเล่นสัก 15 นาที หรือจะเลือกเต้นแอโรบิก, แอโรบ็อกซิ่ง สัก 15 นาที หรือกระทั่งเหงื่อออกก็ยังไหว แค่นี้คุณก็ออกกำลังกายได้วันละ 45 นาทีเข้าไปแล้วนะ ถ้าคุณทำแบบนี้ได้สัปดาห์ละ 5 ครั้ง ร่วมกับการควบคุมอาหาร รับรองว่า ภายใน 2 เดือน คุณจะเห็นความเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นกับตัวเองแน่ ๆ ขอบอก
5.ออกกำลังกายให้หนักขึ้น
สำหรับคนที่ห่างหายจากการออกกำลังกายมานานเหลือเกิน เมื่อถึงเวลาที่คุณจะกลับไปออกกำลังกายอีกครั้ง คงจะรู้สึกเหนื่อยไวขึ้น แต่หลังจากออกกำลังกายได้ระยะหนึ่งแล้ว ร่างกายของคุณจะเริ่มคุ้นเคยมากขึ้น ส่งผลให้การทำงานของหัวใจและปอดดีขึ้นไปด้วย
เช่นนั้นแล้ว ถึงเวลาที่คุณต้องออกกำลังกายให้หนักขึ้น เพื่อสร้างกล้ามเนื้อ ช่วยให้หัวใจแข็งแรงขึ้น และกระตุ้นให้แคลอรีถูกกำจัดออกไปให้มากขึ้นกว่าเดิม แต่ไม่ได้หมายถึงให้คุณออกกำลังกายมากเกินไปทีเดียวนะคะ ควรเพิ่มปริมาณการออกกำลังกายทีละเล็กน้อย เช่น เพิ่มเวลา เพิ่มระยะทาง ตั้งเป้าให้สูงขึ้น แล้วค่อย ๆ ทำอย่างระมัดระวัง เพื่อให้อัตราการเต้นของหัวใจอยู่ระหว่าง 120-150 ครั้งต่อนาทีเป็นเวลาต่อเนื่องประมาณ 20 นาที จะช่วยให้คุณแข็งแรงขึ้นอย่างไม่น่าเชื่อ
6.ระวังอาการบาดเจ็บ
อาการบาดเจ็บสามารถเกิดขึ้นได้ทุก ๆ ที่ และทุกเวลา โดยเฉพาะเมื่อคุณออกกำลังกาย ซึ่งสาเหตุที่ทำให้คุณบาดเจ็บอาจมาจากการใช้กล้ามเนื้อมากเกินไปนั่นเอง เพราะฉะนั้นแล้ว ก่อนที่จะออกกำลังกายทุกครั้ง ก็ควรยืดกล้ามเนื้อเสียก่อน เพื่อเตรียมร่างกายให้พร้อม และช่วยให้ร่างกายยืดหยุ่นมากขึ้น แถมยังช่วยลดความเสี่ยงจากอาการบาดเจ็บที่อาจจะเกิดขึ้นได้ด้วย
นอกจากนี้ สิ่งที่ไม่ควรลืมก็คือ ควรประเมินขีดจำกัดของร่างกายตัวเองไว้ด้วยค่ะ เพราะถ้าเมื่อไหร่ที่คุณรู้สึกเหนื่อยมาก จนเจ็บ-ปวดกล้ามเนื้ออย่างรุนแรง นั่นเป็นสัญญาณว่าคุณควรหยุดทันที หากยังฝืนออกกำลังกายต่อไป อาจจะยิ่งทำให้อาการบาดเจ็บรุนแรงขึ้น เช่น กล้ามเนื้ออักเสบ เส้นเอ็นอักเสบ หรือขาดได้เลยทีเดียว
สำหรับคนที่ออกกำลังกายเป็นประจำทุกวัน ควรเปลี่ยนไปออกกำลังกายในรูปแบบอื่น ๆ ให้มีความหลากหลายเพิ่มขึ้น ไม่ควรออกกำลังกายประเภทเดียวกันซ้ำ ๆ ยกตัวอย่างเช่น หากคุณวิ่งออกกำลังกายมาตลอด ก็ควรเปลี่ยนไปเล่นกีฬา หรือออกกำลังกายอย่างอื่นบ้าง เพราะการวิ่งจะช่วยบริหารเฉพาะกล้ามเนื้อขาเท่านั้น แต่ควรหันไปบริหารกล้ามเนื้อส่วนอื่น ๆ เพื่อเพิ่มความแข็งแรงในร่างกายมากขึ้นด้วยค่ะ
4 ความลับเอาชนะการออกกำลังกาย
เลือกกิจกรรมออกกำลังกายที่คุณชอบ จะช่วยให้คุณไม่รู้สึกเบื่อ หรือสูญเสียความตั้งใจ และเลือกการออกกำลังกายที่หลากหลาย เพื่อสร้างกล้ามเนื้อให้ฟิต
เป็นเทรนเนอร์ให้ตัวเอง เพราะคุณคือคนที่รู้จักร่างกายของตัวเองได้ดีที่สุด ฉะนั้น จัดเวลาออกกำลังกายที่เหมาะสมให้ตัวเองได้เลย
เลือกออกกำลังกายในเวลาที่คุณสะดวกที่สุด และทำเป็นประจำอย่างน้อย 3 ครั้งต่อสัปาดห์ หรือสัปดาห์ละ 2 ชั่วโมง
จำไว้ว่า การออกกำลังกายหนัก ๆ เร่ง ๆ ในเวลาสั้น ๆ ไม่ได้ให้ผลดีไปกว่าการออกกำลังกายแบบธรรมดา ๆ แต่ต่อเนื่อง
วันเสาร์
มากระตุ้น... ระบบเผาผลาญในร่างกายให้ลดน้ำหนักได้ดีกันเถอะ
เขียนโดย
บทความเกร็ดความรู้ สุขภาพที่ผู้หญิง ไม่ควรพลาด
ที่
08:00
วันนี้ขอนำวิธีการ ลดน้ำหนัก ลดความอ้วน ที่ดีที่สุดคือร่างกายของเราต้องมีระบบเผาผลาญมากยิ่งขึ้น เพราะนี่คือปัจจัยที่สำคัญที่สุดที่จะช่วยให้น้ำหนักในตัวคุณลดลงได้อย่างใจ ที่ต้องการ แต่น้อยคนนักที่จะเป็นแบบนั้น เพราะฉะนั้นเราจึงมีวิธีสร้างระบบเผาผลาญในร่างกายมาฝากคุณผู้หญิงค่ะ

ออกกำลังกาย
เป็นวิธีง่าย ๆ ที่ช่วยการเผาผลาญอย่างได้ผลเยี่ยมอาหารที่คุณกินเข้าไปจะกลายไปเป็นพลังงาน ที่ร่างกายนำไปใช้ในการทำหน้าที่ต่าง ๆ ยิ่งคุณออกกำลังกายบ่อยครั้งมากเท่าไหร่ ระบบการเผาผลาญของคุณก็จะยิ่งทำงานได้รวดเร็วและดีมากขึ้นตามไปด้วย
เพิ่มรสชาติให้ร่างกายด้วยการทานของเผ็ด
เติมพริกสดหรือพริกไทยลงในอาหารไม่ว่าจะผัดหรือทอด เพราะเครื่องปรุงรสเผ็ดเหล่านี้ช่วยเสริมสร้างพลังงานการเผาผลาญ สารที่พบในพริกไทยช่วยกระตุ้นให้ร่างกายหลั่งฮอร์โมนอะดรีนาลินซึ่งเร่งระบบ เมตาบอลิซึมให้ทำงานเร็วขึ้น และปริมาณแคลอรีก็จะถูกเผาผลาญเพิ่มมากขึ้น
เสริมสร้างต่อมไทรอยด์
วิธีทำให้ต่อมไทรอยด์แข็งแรงคือทานอาหารที่มีไอโอดีนสูง เช่น ปลา ธัญพืช นม ลดอาหารที่มีสารกอยโทรเจน ซึ่งมีผลเสียต่อการทำงานของต่อมไทรอยด์ โดยเฉพาะอาหารจำพวกกะหล่ำปลี หัวผักกาด จะมีสารดังกล่าวอยู่มาก ควรรับประทานอาหารเสริมที่มีวิตามินบีคอมเพล็กซ์ ซึ่งเป็นสารอาหารที่มีประโยชน์ต่อต่อมไทรอยด์
เลือกดื่มคาเฟอีน
การดื่มเครื่องดื่มที่ปริมาณคาเฟอีนเล็กน้อยก่อนออกกำลังกายจะช่วยกระตุ้น การทำงานของระบบเมตาบอลิซึมให้มีประสิทธิภาพดี โดยเฉพาะชาเขียวถือว่าเป็นเครื่องดื่มชั้นยอดที่มีสารเคทซินโพลีฟีนอลล์ ซึ่งช่วยกระตุ้นการเผาผลาญแคลอรี
หลีกเลี่ยงอาหารจำพวกแป้ง
หลีกเลี่ยงคาร์โบไฮเดรตขัดขาวจำพวกแป้งอย่างขนมปังและอาหารที่มีน้ำตาล เพราะอาหารเหล่านี้ให้พลังงานที่จะเปลี่ยนไปเป็นน้ำตาลในร่างกาย ซึ่งทำให้ร่างกายเกิดความเฉื่อยชา ผลคือคุณพอใจที่จะนั่งจุ้มปุ๊กกินขนมอยู่บนโซฟามากกว่าจะลุกขึ้นไปออกกำลัง กาย
แบ่งมื้ออาหารหลาย ๆ มื้อ
การทานอาหารมื้อละน้อย ๆ แต่ทานถี่ ๆ วันละ 5-6 มื้อ จะช่วยให้ระบบเผาผลาญของคุณทำงานได้อย่างต่อเนื่องซึ่งดีกว่าการทิ้งช่วง ระยะเวลาทานอาหารแต่ละมื้อให้ห่างกัน และเพื่อให้ระบบเผาผลาญของคุณมีประสิทธิภาพต้องแน่ใจว่าอาหารทุกมื้อที่ทาน ประกอบด้วยสารอาหารประเภทโปรตีน และสารอาหารที่มีกากใยอาหาร
ดื่ม น้ำสะอาดดีที่สุดระบบย่อยอาหารต้องอาศัย น้ำช่วยในการลำเลียงอาหารไปเลี้ยงส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย ดังนั้นจึงควรดื่มน้ำอย่างน้อยวันละ 1.5 ลิตร ที่สำคัญน้ำทำให้คุณรู้สึกอิ่ม จึงรับประทานอาหารได้น้อยลง
ขอขอบคุณข้อมูลจาก

ออกกำลังกาย
เป็นวิธีง่าย ๆ ที่ช่วยการเผาผลาญอย่างได้ผลเยี่ยมอาหารที่คุณกินเข้าไปจะกลายไปเป็นพลังงาน ที่ร่างกายนำไปใช้ในการทำหน้าที่ต่าง ๆ ยิ่งคุณออกกำลังกายบ่อยครั้งมากเท่าไหร่ ระบบการเผาผลาญของคุณก็จะยิ่งทำงานได้รวดเร็วและดีมากขึ้นตามไปด้วย
เพิ่มรสชาติให้ร่างกายด้วยการทานของเผ็ด
เติมพริกสดหรือพริกไทยลงในอาหารไม่ว่าจะผัดหรือทอด เพราะเครื่องปรุงรสเผ็ดเหล่านี้ช่วยเสริมสร้างพลังงานการเผาผลาญ สารที่พบในพริกไทยช่วยกระตุ้นให้ร่างกายหลั่งฮอร์โมนอะดรีนาลินซึ่งเร่งระบบ เมตาบอลิซึมให้ทำงานเร็วขึ้น และปริมาณแคลอรีก็จะถูกเผาผลาญเพิ่มมากขึ้น
เสริมสร้างต่อมไทรอยด์
วิธีทำให้ต่อมไทรอยด์แข็งแรงคือทานอาหารที่มีไอโอดีนสูง เช่น ปลา ธัญพืช นม ลดอาหารที่มีสารกอยโทรเจน ซึ่งมีผลเสียต่อการทำงานของต่อมไทรอยด์ โดยเฉพาะอาหารจำพวกกะหล่ำปลี หัวผักกาด จะมีสารดังกล่าวอยู่มาก ควรรับประทานอาหารเสริมที่มีวิตามินบีคอมเพล็กซ์ ซึ่งเป็นสารอาหารที่มีประโยชน์ต่อต่อมไทรอยด์
เลือกดื่มคาเฟอีน
การดื่มเครื่องดื่มที่ปริมาณคาเฟอีนเล็กน้อยก่อนออกกำลังกายจะช่วยกระตุ้น การทำงานของระบบเมตาบอลิซึมให้มีประสิทธิภาพดี โดยเฉพาะชาเขียวถือว่าเป็นเครื่องดื่มชั้นยอดที่มีสารเคทซินโพลีฟีนอลล์ ซึ่งช่วยกระตุ้นการเผาผลาญแคลอรี
หลีกเลี่ยงอาหารจำพวกแป้ง
หลีกเลี่ยงคาร์โบไฮเดรตขัดขาวจำพวกแป้งอย่างขนมปังและอาหารที่มีน้ำตาล เพราะอาหารเหล่านี้ให้พลังงานที่จะเปลี่ยนไปเป็นน้ำตาลในร่างกาย ซึ่งทำให้ร่างกายเกิดความเฉื่อยชา ผลคือคุณพอใจที่จะนั่งจุ้มปุ๊กกินขนมอยู่บนโซฟามากกว่าจะลุกขึ้นไปออกกำลัง กาย
แบ่งมื้ออาหารหลาย ๆ มื้อ
การทานอาหารมื้อละน้อย ๆ แต่ทานถี่ ๆ วันละ 5-6 มื้อ จะช่วยให้ระบบเผาผลาญของคุณทำงานได้อย่างต่อเนื่องซึ่งดีกว่าการทิ้งช่วง ระยะเวลาทานอาหารแต่ละมื้อให้ห่างกัน และเพื่อให้ระบบเผาผลาญของคุณมีประสิทธิภาพต้องแน่ใจว่าอาหารทุกมื้อที่ทาน ประกอบด้วยสารอาหารประเภทโปรตีน และสารอาหารที่มีกากใยอาหาร
ดื่ม น้ำสะอาดดีที่สุดระบบย่อยอาหารต้องอาศัย น้ำช่วยในการลำเลียงอาหารไปเลี้ยงส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย ดังนั้นจึงควรดื่มน้ำอย่างน้อยวันละ 1.5 ลิตร ที่สำคัญน้ำทำให้คุณรู้สึกอิ่ม จึงรับประทานอาหารได้น้อยลง
ขอขอบคุณข้อมูลจาก
วันพุธ
แนะนำสูตรลดน้ำหนักภายใน 7 วัน สำหรับคุณผู้หญิง
เขียนโดย
บทความเกร็ดความรู้ สุขภาพที่ผู้หญิง ไม่ควรพลาด
ที่
01:28
กินตามสูตรนี้หนึ่งสัปดาห์ ลดน้ำหนักได้จริงๆ (Lisa)

หนึ่งสัปดาห์เป็นช่วงเวลานานพอที่คุณอาจลดน้ำหนักลงได้ถึงประมาณ 1.4 กิโลกรัม หากอยากดูผอมเพรียวลงกว่าที่คุณเป็นอยู่อย่างกะทันหัน ในช่วง 7 วันนี่ล่ะคุณผู้หญิงทั้งหลายยังพอมีเวลา
เมื่อคุณกินตามสูตรนี้เป๊ะตลอด หนึ่งสัปดาห์ น้ำหนักจะลดลงได้แน่ และเมื่อทำตามสูตรนี้ต่อไปก็จะลดน้ำหนักได้มากขึ้น ความอ้วนไม่กลับมาแน่ๆ
ลองทำกันดูนะคะ ได้ผลอย่างไรมาบอกกันด้วยล่ะ
ขอขอบคุณข้อมูลจาก
วันอาทิตย์
แนะนำเคล็ดลับการลดความอยากอาหาร ให้กับคุณผู้หญิง
เขียนโดย
บทความเกร็ดความรู้ สุขภาพที่ผู้หญิง ไม่ควรพลาด
ที่
07:55
วันนี้ขอแนะนำเคล็ดลับการลดความอยากอาหาร ให้กับคุณผู้หญิงทั้งหลาย ปกติการลดความอ้วน หรือลดน้ำหนักนั้นเราจะต้องกินอาหารแต่น้อย โดยเฉพาะของหวานของมันๆ ต่างๆ
โดยเฉพาะนอกมื้ออาหาร ซึ่งคนที่อ้วนก็มักจะเกิดความอยากกินอาหารตลอดเวลา เรามีเคล็ดลับที่จะช่วยให้คุณลดความอยากขนมได้บ้างค่ะ
เมื่อ คุณรู้สึกว่าอยากกินขนม ของหวานหรืออะไรขึ้นมานอกมื้ออาหารแล้วละก็ให้รอ 10 นาทีก่อนที่จะลงมือหาของนั้นมากิน ความอยากส่วนใหญ่จะกินเวลาแค่ 10 นาทีแล้วจะหายไป ความอยากนั้นเกิดจากร่างกายของคุณต้องการน้ำและออกซิเจนดังนั้นในช่วงเวลา 10 นาทีนี้ ควรดื่มน้ำผสมมะนาวสักแก้ว แล้วหายใจเข้าไปให้เต็มปอดซัก 2-3 เฮือก เท่านี้คุณก็จะผ่านความอยากไปได้ หรืออาจจะเปลี่ยนกิจกรรมเพื่อเบี่ยงเบนความสนใจจากเรื่องกินไปทำอย่างอื่น แทน เช่นออกไปเดินเล่น (แต่อย่าไปเดินตลาดนะคะ) หรือไปอาบน้ำซะเลย จะได้เลิกคิดเรื่องกิน ถ้ายังฟุ้งซ่านไม่หยุด ก็คงต้องหามากินแก้ความหยากค่ะ แต่กินเพียงแค่คำสองคำเท่านั้น เพื่อให้รู้รสก็พอค่ะ
ที่มา Lady Tip
โดยเฉพาะนอกมื้ออาหาร ซึ่งคนที่อ้วนก็มักจะเกิดความอยากกินอาหารตลอดเวลา เรามีเคล็ดลับที่จะช่วยให้คุณลดความอยากขนมได้บ้างค่ะ เมื่อ คุณรู้สึกว่าอยากกินขนม ของหวานหรืออะไรขึ้นมานอกมื้ออาหารแล้วละก็ให้รอ 10 นาทีก่อนที่จะลงมือหาของนั้นมากิน ความอยากส่วนใหญ่จะกินเวลาแค่ 10 นาทีแล้วจะหายไป ความอยากนั้นเกิดจากร่างกายของคุณต้องการน้ำและออกซิเจนดังนั้นในช่วงเวลา 10 นาทีนี้ ควรดื่มน้ำผสมมะนาวสักแก้ว แล้วหายใจเข้าไปให้เต็มปอดซัก 2-3 เฮือก เท่านี้คุณก็จะผ่านความอยากไปได้ หรืออาจจะเปลี่ยนกิจกรรมเพื่อเบี่ยงเบนความสนใจจากเรื่องกินไปทำอย่างอื่น แทน เช่นออกไปเดินเล่น (แต่อย่าไปเดินตลาดนะคะ) หรือไปอาบน้ำซะเลย จะได้เลิกคิดเรื่องกิน ถ้ายังฟุ้งซ่านไม่หยุด ก็คงต้องหามากินแก้ความหยากค่ะ แต่กินเพียงแค่คำสองคำเท่านั้น เพื่อให้รู้รสก็พอค่ะ
ที่มา Lady Tip
แนะนำสูตรลดความอ้วน จากฝรั่งเศส 24 วัน
เขียนโดย
บทความเกร็ดความรู้ สุขภาพที่ผู้หญิง ไม่ควรพลาด
ที่
07:41
วันนี้ขอนำเสนอ สูตรลดความอ้วน จากฝรั่งเศส ใน 24 วัน คุณผู้หญิงหลายคนคงจะถูกใจ
อาหารของเก้าวันแรก
เช้า คือ ส้มโอ และกาแฟ หรือชา
กลางวันเป็นเนื้อสัตว์ล้วน ๆ ไม่มีข้าว ไม่มีผัก ไม่มีนม และไข่ สามารถใส่ซอสได้ กินได้มากเท่าที่ต้องการไม่จำกัด แต่มีข้อแม้ว่าในหนึ่งมื้อให้กินเนื้อสัตว์เพียงชนิดเดียวเท่านั้น
เช่น หมูล้วน ไก่ล้วน ปลาล้วน เพื่อให้กระเพาะอาหารสามารถทำงานได้ดี มากกว่าการกินปนกันที่จะทำให้กระเพาะอาหารทำงานหนักขึ้น ความรู้พื้นฐานที่เอาไปใช้ในการเลือกกินได้ คือ หมูมีไขมันมากที่สุด เนื้อรองลงมา อาหารทะเลมีไขมันน้อย อาหารต้ม นึ่ง เผา มีแคลอรีน้อยกว่าอาหารทอด ดังนั้นใครใคร่กินก็กินได้ไม่จำกัด แม้จะเป็นขาหมูก็ตามแต่ห้ามกินอย่างอื่นปนและน้ำหนักอาจลดน้อยก ว่าที่คิด อาหารแนะนำคือสเต็กพริกไทย ปลาสำลีเผา กุ้งอบเกลือ สตูว์เนื้อไม่ใส่ผัก ปลากระพงย่างบีบมะนาว หมูทอดกระเทียม แกงจืดหมูสับล้วน ระวังอย่ากินผักและข้าวเป็นพอ
สำหรับมื้อเย็น ให้กินแต่ข้าวกล้องล้วน ๆ แต่สามารถเติมซอสได้ ผัดกับกระเทียมได้ ใส่ซีอิ้ว พริกไทยได้หมด ห้ามไม่ให้มีนมกับไข่ผสมเด็ดขาด ผักและเนื้อสัตว์กินไม่ได้เช่นกัน อาหารแนะนำ ได้แก่ ข้าวผัดกระเทียมใส่ซีอิ๊วขาว ข้าวผัดกะปิ ข้าวคลุกมันกุ้ง ข้าวผัดมันปู ข้าวคลุกน้ำพริกตาแดง ข้าวคลุกน้ำพริกต่าง ๆ ข้าวคลุกพริกป่นบีบมะนาว
สามวันต่อมา (ท่านจะเริ่มสังเกตได้ว่าน้ำหนักลดลงจนมีกำลังใจ) มื้อเช้ายังคงเหมือนเดิม มื้อกลางวันและเย็นเป็นผลไม้ล้วน ๆ ใช่ค่ะ ผลไม้ล้วนๆ ห้ามมีอย่างอื่นเกี่ยวข้อง ผลไม้อะไรก็ได้ที่ใกล้มือ หาง่าย ทุเรียนก็ได้ มะม่วงก็ได้ กินเท่าไหร่ก็ได้แต่ต้องกินเป็นมื้อ ไม่ใช่กินจุบจิบ ทีนี้ท่านที่จ้องจะกินแต่ทุเรียนและมะม่วงสุกน้ำหนักอาจลดน้อยก ว่าที่ควร ระวังกันไว้หน่อยดีกว่าค่ะ
เก้าวันชุดที่สอง ระดับความอดทนมากขึ้นไปอีก คือ นอกจากอาหารเช้าที่เหมือนเดิมแล้ว
มื้อที่เหลือเป็นผักล้วน แต่โชคดีที่ฝรั่งเค้านับมันฝรั่ง เผือก ข้าวโพด เป็นผักด้วยเหมือนกัน อาหารแนะนำ ได้แก่ คะน้าผัดน้ำมันหอย ผักนึ่งจิ้มน้ำพริก ผัดผักทุกอย่าง สลัดผักน้ำใส (ที่ไม่ใส่นม ไข่ และน้ำตาล)
สามวันสุดท้าย ไม่ยากแล้ว มื้อเช้ายังเหมือนเดิม นอกนั้นเราจะกลับมากินแต่ผลไม้ล้วน ๆ เมื่อครบสูตรนี้แล้วน้ำหนักจะลดลง ทันตาเห็นค่ะ ยิ่งถ้าใครสามารถคุมอาหารเลือกที่มีแคลอรีและไขมันน้อย ๆ ได้ น้ำหนักจะยิ่งลดมากกว่า 5 กิโลกรัมอีกค่ะ ตัวอย่างเช่น เลือกกินปลามากกว่าขาหมู ส้มมากว่าทุเรียน เป็นต้น ทีนี้เราต้องระวังอีก สูตรอาหาร 24 วันนี้ ถ้าพลาด ผิดหรือเผลอไปหมายถึงให้เริ่มวันแรกใหม่ เริ่มตั้งต้นใหม่หมดนะคะ เมื่อครบ 24 วันแล้ว เราสามารถกลับไปกินอาหารแบบก่อนเริ่มทำได้อีก แต่ไม่ใช่ว่าจะไม่ระวังเรื่องน้ำหนักเลย สูตรไหนก็เอาไม่อยู่ค่ะ วิธีนี้เป็นวิธีลดน้ำหนักที่ เกี่ยวกับระบบย่อยอาหารโดยเฉพาะ หลังจากทำครบสูตร ถ้าอยากผอมตลอดโดยไม่ต้องควบคุมปริมาณอาหารเลย (ใช่ค่ะ หมายถึงกินมากเท่าไหร่ก็ได้) ขอแนะนำให้ใช้วิธีนี้ค่ะ คือ ถ้าจะกินเนื้อ ให้กินเนื้อชนิดเดียวกัน ในแต่ละมื้อและกินร่วมกับผัก ห้ามกินพร้อมกับอาหารพวกแป้ง ถ้าจะกินอาหารพวกแป้งเช่นข้าว ก็ห้ามกินพร้อมกับโปรตีน ให้กินกับผักแทน ข้อแนะนำอีกอย่าง ผลไม้เป็นอาหารที่แนะนำให้ติดบ้านไว้ตลอดเลยค่ะ เพราะผลไม้ใช้เวลาอยู่ในกระเพาะเราน้อย แต่อาหารหนักจะอยู่นาน ดังนั้นเพื่อสุขถาพ เราควรกินผลไม้ก่อนกินอาหารหลัก ประมาณ 15 - 30 นาที ค่ะ วิธีนี้เราจะมีระบบย่อยอาหารที่ดีและมีผลไม้ไปตัดกำลังการกินอา หารหลักของเรา ทำให้เรากินน้อยลงเองโดยธรรมชาติ
ข้อมูลจาก thiswomen.com
อาหารของเก้าวันแรก
เช้า คือ ส้มโอ และกาแฟ หรือชา
กลางวันเป็นเนื้อสัตว์ล้วน ๆ ไม่มีข้าว ไม่มีผัก ไม่มีนม และไข่ สามารถใส่ซอสได้ กินได้มากเท่าที่ต้องการไม่จำกัด แต่มีข้อแม้ว่าในหนึ่งมื้อให้กินเนื้อสัตว์เพียงชนิดเดียวเท่านั้น

เช่น หมูล้วน ไก่ล้วน ปลาล้วน เพื่อให้กระเพาะอาหารสามารถทำงานได้ดี มากกว่าการกินปนกันที่จะทำให้กระเพาะอาหารทำงานหนักขึ้น ความรู้พื้นฐานที่เอาไปใช้ในการเลือกกินได้ คือ หมูมีไขมันมากที่สุด เนื้อรองลงมา อาหารทะเลมีไขมันน้อย อาหารต้ม นึ่ง เผา มีแคลอรีน้อยกว่าอาหารทอด ดังนั้นใครใคร่กินก็กินได้ไม่จำกัด แม้จะเป็นขาหมูก็ตามแต่ห้ามกินอย่างอื่นปนและน้ำหนักอาจลดน้อยก ว่าที่คิด อาหารแนะนำคือสเต็กพริกไทย ปลาสำลีเผา กุ้งอบเกลือ สตูว์เนื้อไม่ใส่ผัก ปลากระพงย่างบีบมะนาว หมูทอดกระเทียม แกงจืดหมูสับล้วน ระวังอย่ากินผักและข้าวเป็นพอ
สำหรับมื้อเย็น ให้กินแต่ข้าวกล้องล้วน ๆ แต่สามารถเติมซอสได้ ผัดกับกระเทียมได้ ใส่ซีอิ้ว พริกไทยได้หมด ห้ามไม่ให้มีนมกับไข่ผสมเด็ดขาด ผักและเนื้อสัตว์กินไม่ได้เช่นกัน อาหารแนะนำ ได้แก่ ข้าวผัดกระเทียมใส่ซีอิ๊วขาว ข้าวผัดกะปิ ข้าวคลุกมันกุ้ง ข้าวผัดมันปู ข้าวคลุกน้ำพริกตาแดง ข้าวคลุกน้ำพริกต่าง ๆ ข้าวคลุกพริกป่นบีบมะนาว
สามวันต่อมา (ท่านจะเริ่มสังเกตได้ว่าน้ำหนักลดลงจนมีกำลังใจ) มื้อเช้ายังคงเหมือนเดิม มื้อกลางวันและเย็นเป็นผลไม้ล้วน ๆ ใช่ค่ะ ผลไม้ล้วนๆ ห้ามมีอย่างอื่นเกี่ยวข้อง ผลไม้อะไรก็ได้ที่ใกล้มือ หาง่าย ทุเรียนก็ได้ มะม่วงก็ได้ กินเท่าไหร่ก็ได้แต่ต้องกินเป็นมื้อ ไม่ใช่กินจุบจิบ ทีนี้ท่านที่จ้องจะกินแต่ทุเรียนและมะม่วงสุกน้ำหนักอาจลดน้อยก ว่าที่ควร ระวังกันไว้หน่อยดีกว่าค่ะ
เก้าวันชุดที่สอง ระดับความอดทนมากขึ้นไปอีก คือ นอกจากอาหารเช้าที่เหมือนเดิมแล้ว
มื้อที่เหลือเป็นผักล้วน แต่โชคดีที่ฝรั่งเค้านับมันฝรั่ง เผือก ข้าวโพด เป็นผักด้วยเหมือนกัน อาหารแนะนำ ได้แก่ คะน้าผัดน้ำมันหอย ผักนึ่งจิ้มน้ำพริก ผัดผักทุกอย่าง สลัดผักน้ำใส (ที่ไม่ใส่นม ไข่ และน้ำตาล)
สามวันสุดท้าย ไม่ยากแล้ว มื้อเช้ายังเหมือนเดิม นอกนั้นเราจะกลับมากินแต่ผลไม้ล้วน ๆ เมื่อครบสูตรนี้แล้วน้ำหนักจะลดลง ทันตาเห็นค่ะ ยิ่งถ้าใครสามารถคุมอาหารเลือกที่มีแคลอรีและไขมันน้อย ๆ ได้ น้ำหนักจะยิ่งลดมากกว่า 5 กิโลกรัมอีกค่ะ ตัวอย่างเช่น เลือกกินปลามากกว่าขาหมู ส้มมากว่าทุเรียน เป็นต้น ทีนี้เราต้องระวังอีก สูตรอาหาร 24 วันนี้ ถ้าพลาด ผิดหรือเผลอไปหมายถึงให้เริ่มวันแรกใหม่ เริ่มตั้งต้นใหม่หมดนะคะ เมื่อครบ 24 วันแล้ว เราสามารถกลับไปกินอาหารแบบก่อนเริ่มทำได้อีก แต่ไม่ใช่ว่าจะไม่ระวังเรื่องน้ำหนักเลย สูตรไหนก็เอาไม่อยู่ค่ะ วิธีนี้เป็นวิธีลดน้ำหนักที่ เกี่ยวกับระบบย่อยอาหารโดยเฉพาะ หลังจากทำครบสูตร ถ้าอยากผอมตลอดโดยไม่ต้องควบคุมปริมาณอาหารเลย (ใช่ค่ะ หมายถึงกินมากเท่าไหร่ก็ได้) ขอแนะนำให้ใช้วิธีนี้ค่ะ คือ ถ้าจะกินเนื้อ ให้กินเนื้อชนิดเดียวกัน ในแต่ละมื้อและกินร่วมกับผัก ห้ามกินพร้อมกับอาหารพวกแป้ง ถ้าจะกินอาหารพวกแป้งเช่นข้าว ก็ห้ามกินพร้อมกับโปรตีน ให้กินกับผักแทน ข้อแนะนำอีกอย่าง ผลไม้เป็นอาหารที่แนะนำให้ติดบ้านไว้ตลอดเลยค่ะ เพราะผลไม้ใช้เวลาอยู่ในกระเพาะเราน้อย แต่อาหารหนักจะอยู่นาน ดังนั้นเพื่อสุขถาพ เราควรกินผลไม้ก่อนกินอาหารหลัก ประมาณ 15 - 30 นาที ค่ะ วิธีนี้เราจะมีระบบย่อยอาหารที่ดีและมีผลไม้ไปตัดกำลังการกินอา หารหลักของเรา ทำให้เรากินน้อยลงเองโดยธรรมชาติ
ข้อมูลจาก thiswomen.com
วันจันทร์
กินตามสูตรนี้หนึ่งสัปดาห์รับรองน้ำหนักลด ความอ้วนไม่มาแน่ๆ
เขียนโดย
บทความเกร็ดความรู้ สุขภาพที่ผู้หญิง ไม่ควรพลาด
ที่
07:18
หนึ่งสัปดาห์เป็นช่วงเวลานานพอที่คุณอาจลดน้ำหนักลงได้ถึงประมาณ 1.4 กิโลกรัม หากอยากดูผอมเพรียวลงกว่าที่คุณเป็นอยู่อย่างกะทันหัน ในช่วง 7 วันนี่ล่ะคุณยังพอมีเวลา

เมื่อคุณกินตามสูตรนี้เป๊ะตลอด หนึ่งสัปดาห์ น้ำหนักจะลดลงได้แน่ และเมื่อทำตามสูตรนี้ต่อไปก็จะลดน้ำหนักได้มากขึ้น
เริ่มที่มื้อเช้า : ซีเรียล 1 ถ้วยใส่นมสดพร่องมันเนย 1 ถ้วย
เบรกช่วงเช้า : ผลไม้อะไรก็ได้ 1 ชิ้น
มื้อกลางวัน : สลัดผักออร์แกนิกกับเนื้อไก่ย่างปริมาณ 1 ถ้วย ราดด้วยน้ำสลัดใสหรือน้ำสลัดอิตาเลียน
ของว่างตอนบ่าย : ผลไม้ 2 ชิ้น
มื้อเย็น : เนื้อปลาอบหรือไก่ย่างขนาด 1 จานเสิร์ฟ กับผักนึ่ง และสลัดผักราดน้ำสลัดใสหรือน้ำสลัดอิตาเลียนเช่นกัน

เมื่อคุณกินตามสูตรนี้เป๊ะตลอด หนึ่งสัปดาห์ น้ำหนักจะลดลงได้แน่ และเมื่อทำตามสูตรนี้ต่อไปก็จะลดน้ำหนักได้มากขึ้น
เริ่มที่มื้อเช้า : ซีเรียล 1 ถ้วยใส่นมสดพร่องมันเนย 1 ถ้วย
เบรกช่วงเช้า : ผลไม้อะไรก็ได้ 1 ชิ้น
มื้อกลางวัน : สลัดผักออร์แกนิกกับเนื้อไก่ย่างปริมาณ 1 ถ้วย ราดด้วยน้ำสลัดใสหรือน้ำสลัดอิตาเลียน
ของว่างตอนบ่าย : ผลไม้ 2 ชิ้น
มื้อเย็น : เนื้อปลาอบหรือไก่ย่างขนาด 1 จานเสิร์ฟ กับผักนึ่ง และสลัดผักราดน้ำสลัดใสหรือน้ำสลัดอิตาเลียนเช่นกัน
- ขอขอบคุณ : Lisa ผู้สนับสนุนเนื้อหา
ลดน้ำหนัก ลดหุ่นให้สวยพลังไฟเบอร์
เขียนโดย
บทความเกร็ดความรู้ สุขภาพที่ผู้หญิง ไม่ควรพลาด
ที่
07:02
Dietary Fiber หรือเส้นใยอาหาร คือตัวช่วยสำคัญในการลดน้ำหนักเลยล่ะ เพราะมันช่วยในการย่อยอาหารและการขับถ่าย ลดระดับคอเลสเตอรอล เสริมสร้างการควบคุมน้ำหนักและคุมระดับน้ำตาลในเลือด
รวมทั้งต้านการก่อตัวของมะเร็งและลดโอกาสเสี่ยงต่อโรคหลอดเลือดหัวใจ เพื่อการควบคุมน้ำหนักอย่างได้ผล และทำให้เรามีสุขภาพดี มาลองกินอาหารที่มีไฟเบอร์ให้เป็นนิสัยกันดีกว่าค่ะอาหารที่มีไฟเบอร์ขั้นเทพ

กินอย่างไรให้ได้ไฟเบอร์
อาหาร ที่อุดมด้วยไฟเบอร์อาจไม่ใช่สิ่งแรกที่แล่นเข้ามาในหัวเมื่อถูกความหิวเข้า โจมตี แต่นับว่าเป็นจุดเริ่มต้นในการเลือกรับประทานเพื่อสุขภาพที่ดีเลยล่ะ
ขอขอบคุณข้อมูลจาก
kapook.com
วันพุธ
ลดน้ำหนัก แต่น้ำหนักกลับเพิ่ม แก้ไขยังไงดี
เขียนโดย
บทความเกร็ดความรู้ สุขภาพที่ผู้หญิง ไม่ควรพลาด
ที่
02:23
ถ้าคุณกำลังไดเอ็ต คุณอาจมีเทคนิคลดแคลอรีมากมาย แต่หารู้ไม่ว่าวิธีลดน้ำหนักบางอย่างกลับกลายเป็นตัวเร่งให้น้ำหนักเพิ่มเร็วขึ้น ลองถามตัวเองสิ ว่าคุณน้ำหนักเพิ่มในกรณีเหล่านี้รึเปล่า? เรามีคำตอบและทางแก้มาให้ด้วย
1.กินน้อยกว่าแมวดม
2.กินอาหารที่ดีต่อสุขภาพ เพราะมันมีแคลอรีต่ำ
3.ตอนกลางวันไม่หิว เลยมากินตอนเย็น
4.คุณกินเยอะเพราะอาหารนั้น "ไขมันต่ำ" และ "ปราศจากน้ำตาล"
5.คุณตั้งเป้าหมายลดน้ำหนัก แค่ชั่วประเดี๋ยว
Size Matters
กระเพาะอาหารมีขนาดเท่า ๆ กับกำปั้นของเราเองนะ นั่นหมายความว่ามันต้องการแค่อาหารหยิบมือเดียว เพื่อให้อิ่ม ถ้าคุณกินแล้วรู้สึกท้องอืด เหนื่อย อ่อนเพลีย คุณก็กินมากเกินไปแล้วล่ะ
ขอขอบคุณข้อมูลจาก
วันพฤหัสบดี
6 ท่าเต้นรำลดหน้าท้อง
เขียนโดย
บทความเกร็ดความรู้ สุขภาพที่ผู้หญิง ไม่ควรพลาด
ที่
00:38
ชุดบริหารหน้าท้อง และเรียวขาให้เพรียวกระชับใหม่ล่าสุด ประยุกต์จากท่าเต้นรำ 6 ท่าที่แสน เรียบง่าย แต่เมื่อคุณเพิ่มจังหวะในการบริหารให้เร็วขึ้น เร่าร้อนขึ้น ประกอบดนตรีกระฉับกระเฉงหน่อย จะเร่งการเผาผลาญไขมันรอบเอว และที่หย่อนคล้อยแถมแก้มก้น และต้นขาให้แน่นกระชับในเร็ววัน แนะนะให้บริหารอาทิตย์ละ 4 ครั้ง ฝึกบริหาร 6 ท่าตามลำดับ ไล่เรียงทีละสเต็ปอย่าลืมวอร์มร่างกายก่อนสัก 5 นาที และเปิดซาวนด์ประกอบ
ท่าเต้น 1 สะบัดสะโพก
ยืนตัวตรงหันปลายเท้าออก ยกส้นเท้าขวาขึ้น ขยับเข่าขวาออกข้างตัวเล็กน้อย เหวี่ยงแขนทั้งสองข้างสะบัดออกเสมอไปทางด้านซ้ายของลำตัว เปลี่ยนข้างบริหาร หันมาเขย่งปลายเท้าซ้าย เอนเข่าซ้ายออกข้างลำตัวเล็กน้อยเหวี่ยงแขนทั้งสองข้างไปด้านขวาเหลี่ยงสลับซ้ายขวา ช้าๆ 5 ครั้ง และอย่าง รวดเร็ว 10 ครั้ง
สัดส่วนฟิต : บริหารบ่อย ๆ กินตำแหน่งสาวเอวอ่อน กล้ามเนื้อสะดือแน่นสวย
ท่าเต้น 2 รูดผนัง
หันหลังพิงผนัง ปล่อยไหล่ตามสบาย ยื่นปลายเท้าทั้งสองข้างมาข้างหน้าแล้วทรงตัวยืนด้วยปลายเท้า ยกแขนไขว้กันพักไว้ที่อกกดสะโพกแนบผนังเบา ๆ แล้วยกดันกระดูกอุ้งเชิงกรานไปข้างหน้า บริหารซ้ำ 10 ครั้ง
สัดส่วนฟิต : ขาแข็งแรง กล้ามเนื้อท้องส่วนกลางกระชับสวย
ท่าเต้น 3 ฟลามิงโกเขย่งเท้า
ยืนตัวตรง มือขวาเท้าเอว แขนซ้ายยกลอยขึ้นเหนือศีรษะ ยกขาขวาออกข้างลำตัวในลักษณะเข่าตั้งฉากเสมอสะโพก ปลายเท้าชี้ลงที่พื้นเอนลำตัวท่อนบนไปทางขวาเล็กน้อย ก่อนวางเท้ากลับลงที่พื้น ลำตัวตั้งตรง ยกเข่าลอยทำมุมฉากอีกครั้ง เอนลำตัวท่อนบนไปทางขวาเล็กน้อย สลับข้างบริหาร ข้างละ 10 ครั้ง
สัดส่วนฟิต : กระชับกล้ามเนื้อหน้าท้อง
ท่าเต้น 4 สวิงเอว
ยืนในท่าขาเกือบชิด เข่างอเล็กน้อย สอดนิ้วทั้งสิบประสานกันที่หลังศีรษะ ขยับเอวหมุนเหมือนกำลังหมุนห่วงฮูล่าฮูปที่สะโพก ขณะหมุนให้เกร็งหน้าท้อง ก้น และกดข้อศอกไปข้างหลังเล็กน้อยหมุนสะโพกซ้าย 10 ครั้ง หมุนสะโพกขวา 10 ครั้ง
สัดส่วนฟิต : เอวสะโพกกลมกลืนเร้าใจขึ้น
ท่าเต้น 5 ทวิสต์สะโพก
ยืนตัวตรง เข่าชิด เท้าเกือบชิด ปลายนิ้วมือขวาวางแตะไหล่ชวา ( ข้อศอกงอ ) มือซ้ายยกสูงขึ้นเหนือศีรษะ ทิ้งน้ำหนัก สะบัดสะโพกเอียงขวาพร้อมสะบัดหน้าไปทางขวา เปลี่ยนข้างบริหาร วางนิ้วมือซ้ายแตะไหล่ซ้าย มือขวายกสูงเหนือศีรษะ สะบัดหน้าไปทางซ้ายพร้อมทิ้งน้ำหนัก สะบัดสะโพกเอียงซ้าย บริหารช้า ๆ 10 ครั้ง เร่งจังหวะให้เร็วขึ้นอีก 10 ครั้ง
สัดส่วนฟิต : เอวสะโพกเข้ารูป เคลื่อนไหวกระฉับกระเฉง
ท่าเต้น 6 โล้ชิงช้า
นั่งคุกเข่า ก่อนก้าวเท้าขวาออกมาวางในท่างอเข่า 90 องศา ( ก้าวกว้างที่สุดเท่าที่จะทำได้ ) มือสองข้างไหว้ประสานกันที่หลังสะโพก ร่างกายท่อนบนเหยียดตรง ค่อย ๆ เอนตัวมาข้างหน้าจนชิดต้นขาขวานิ่งสักครู่ เอนตัวกลับเหยียดตรง แล้วเอนไปข้างหลัง หยุดสักครู่แล้วเอนไปข้างหน้าอีก ระหว่างฝึกหน้าท้องและกล้ามเนื้อสะโพกจะเกร็งแน่น ทำซ้ำอีก 10 ครั้ง
สัดส่วนฟิต : กล้ามเนื้อหลังกระชับ หน้าท้องเข้าแนวสวย
ที่มา http://www.tttonline.net
วันจันทร์
ลดน้ำหนักตามหลักวิทยาศาสตร์
เขียนโดย
บทความเกร็ดความรู้ สุขภาพที่ผู้หญิง ไม่ควรพลาด
ที่
04:11
กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว การควบคุม น้ำหนักตัวให้อยู่ในเกณฑ์ปกติคือเรื่อง ที่ทำได้อย่างง่ายดาย ทุกอย่างตรงไปตรงมาดังประโยคที่ว่า “พลังงานที่กินเท่ากับพลังงานที่ใช้” การลดน้ำหนักจึงง่ายเหมือนการบวกลบเลข นั่นคือใช้ไปให้มากกว่ารับเข้าแต่ในความเป็นจริงสำหรับหลายคนไม่ได้ง่ายดาย หรือโชคดีแบบนี้ชีวิตคนมีความซับซ้อนมากกว่าการทำบัญชีหลายเท่า งานวิจัยมากมายพยายามไขปริศนาสลับซับซ้อนเกี่ยวกับไขมันที่สะสมในร่างกายเราโดยมีเดิมพันมูลค่าหลายพันล้านเหรียญหากคิดค้นยาลดความอ้วนชนิดใหม่ที่ทรงประสิทธิภาพสำเร็จแต่งานวิจัยหลายฉบับกลับให้คำตอบที่ตรงข้ามกับสัญชาตญาณของหลายคน นั่นคือเราต้องปรับเปลี่ยนวิธีควบคุมอาหารใหม่ทั้งหมด
การมีน้ำหนักตัวที่เหมาะสมต้องอาศัยการทำงานที่เหมาะสมของฮอร์โมนเลปตินซึ่งมีหน้าที่นำข้อความ “ฉันอิ่มแล้ว” จากเซลล์ไขมันไปส่งถึงสมองส่วนที่เรียกว่า ศูนย์ควบคุมความพึงพอใจ สมองส่วนนี้ยังตอบสนองต่อเรื่องเพศและยาบางชนิด เช่น โคเคนผู้ป่วยโรคอ้วนผลิตฮอร์โมนเลปตินจำนวนมากแต่สมองกลับตอบสนองอย่างไม่เหมาะสมปีที่ผ่านมานักวิจัยของสถาบันวิจัยออริกอนทดลองตรวจการทำงานของสมองผู้ป่วยโรคอ้วนพบว่าวงจรสมองเกี่ยวกับความพึงพอใจมีน้อยผิดปกติพวกเขาจึงต้องกิน
มากขึ้นเพื่อชดเชยความรื่นรมย์ที่ขาดหายไปกล่าวอีกนัยหนึ่งคือการศึกษาบอกเราว่าคนอ้วนไม่ใช่คนตะกละอย่างที่เราเคยเข้าใจแต่พวกเขาได้รับความสุขจากการกินอาหารน้อยกว่าคนอื่นทั่วไป
มีหลักฐานจำนวนมากยืนยันว่าคนส่วนใหญ่ยอมรับการขึ้นลงของน้ำหนักตัวในช่วงเจ็ดถึงเก้ากิโลกรัมได้หากเกินกว่านี้จะเกิดความรู้สึกไม่พอใจคนผอมตามธรรมชาติที่พยายามเพิ่มน้ำหนักก็อยู่ในเกณฑ์นี้เช่นกันการเปลี่ยนแปลงน้ำหนักจึงกลายเป็นเรื่องยากโดยเฉพาะเมื่อร่างกายต่อต้านความต้องการของคุณกรณีของเลปตินเป็นตัวอย่างที่เด่นชัดเนื่องจากทุกระบบในร่างกายที่เกี่ยวข้องกับการควบคุมน้ำหนักทำงานเชื่อมโยงกับศูนย์ควบคุมความพึงพอใจ
ในเมื่อร่างกายต่อต้านความพยายามที่จะลดน้ำหนักคุณจึงควรเลิกวิธีลดน้ำหนักแบบเดิมแล้วหันมาใช้วิธีใหม่ที่พัฒนาจากงานวิจัยล่าสุดซึ่งเป็นวิธีที่สอดคล้องกับระบบของร่างกายจึงไม่ทำให้เกิดการต่อต้าน
การควบคุมน้ำหนักด้วยวิธีลดพลังงานจากอาหารให้อยู่ประมาณ 1,500 แคลอรีต่อวันเป็นวิธีที่ยังใช้ได้ ข้อดีของวิธีนี้คือช่วยให้น้ำหนักลดลง แถมยังมีสุขภาพดียิ่งขึ้น ช่วยลดความเสี่ยงต่อโรคอันตราย เช่น โรคหัวใจ มะเร็ง เบาหวาน รวมถึงโรคเรื้อรังอื่นๆ อย่างเช่น โรคภูมิแพ้ หอบหืด และโรคติดเชื้อ ข้อเสีย ของวิธีนี้คือคุณจะรู้สึกหิวและทกุข์ทรมานตลอดเวลา จะดีกว่าไหมหากคุณสามารถได้รับประโยชน์ทุกอย่างของวิธีนี้โดยไม่ต้องอยู่ในภาวะกึ่งอดอยาก
เคล็ดลับสำคัญของเราคือการควบคุมอาหารแบบ “วันเว้นวัน” เมื่อปลายปีก่อน นักวิจัยของสถาบันความชราในสหรัฐฯ รายงานว่าเมื่อให้หนูทดลองกินอาหารเพียงเล็กน้อยในวันแรกสลับกับกินอาหารจำนวนมากในวันถัดไป พบว่าได้ผลเช่นเดียวกับการจำกัดอาหารทุกวัน ดร. เจมส์ จอห์นสัน ผู้ก่อตั้งเว็บไซต์ที่นำเสนอข้อมูลเรื่องนี้ กล่าวว่าหลักการนี้ใช้ได้ผลกับมนุษย์เช่นเดียวกัน
ทำไมวิธีนี้จึงได้ผล วิธีนี้นอกจากกระตุ้นร่างกายให้เผาผลาญไขมันยังกระตุ้นให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมน เช่นเพิ่มการทำงานของยีนต่อต้านความชราสองชนิด คือยีนเอสไออาร์ที 3 กับเอสไออาร์ที 4 คนส่วนใหญ่กล่าวว่าใช้เวลาปรับตัวพอสมควรกับการกินวิธีนี้ แต่ไม่ลำบากเท่าการพยายามลดปริมาณอาหารทุกวัน
งานวิจัยที่เพิ่งตีพิมพ์ของมหาวิทยาลัยอิลลินอยด์ทดลองให้ผู้ป่วยโรคอ้วนกินอาหาร ตามสูตรควบคุมอาหารวันเว้นวันเป็นเวลาสิบสัปดาห์ พบว่าน้ำหนักตัวลดลงตั้งแต่สี่ถึง13 กิโลกรัม เบื้องต้น นักวิจัยคาดว่าน้ำหนักอาจลดลงเพียงสองกิโลกรัม นอกจากนี้ยังพบว่าความดันโลหิต อัตราเต้นหัวใจ และคอเลสเตอรอลลดลงด้วย
ทำตัวเย็นเข้าไว้
คนรุ่นเก่าที่เคยมีประสบการณ์ลดน้ำหนักอาจเคยได้ยินคำว่า “ไขมันสีน้ำตาล” ซึ่งเป็นเนื้อเยื่อไขมันที่ทุกคนถวิลหาไขมันสีขาวมีหน้าที่เก็บกักไขมันส่วนเกินไว้ในร่างกายแต่เนื้อเยื่อไขมันสีน้ำตาลทำหน้าที่เผาผลาญไขมันเพื่อสร้างความอบอุ่นให้แก่ร่างกาย ที่ผ่านมาไม่ค่อยมีผู้สนใจไขมันสีน้ำตาลเนื่องจากนักวิจัยพบว่ามีอยู่น้อยในมนุษย์แต่พบมากในหนูทดลอง งานวิจัยล่าสุดในวารสารการแพทย์นิวอิงแลนด์ทำให้ไขมันชนิดนี้ได้รับความสนใจอีกครั้ง เนื่องจากพบว่าผู้อยู่ในเขตอากาศหนาวเย็น ร่างกายจะสร้างไขมันสีน้ำตาลเพิ่มขึ้นและสร้างสีขาวลดลง ผู้หญิงที่อาศัยอยู่ในอุณหภูมิ 22 องศาเซลเซียส ร่างกายจะสร้างไขมันสีน้ำตาลเพิ่มขึ้นวันละ 27 กรัมเทียบกับผู้อยู่ในอุณหภูมิ 27 องศาเซลเซียส
ตรวจหาระดับเทสโทสเทอโรน (เฉพาะผู้ชาย)
หากคุณเป็นชายวัยกลางคนซึ่งพื้นที่ส่วนกลางกำลังขยับขยาย สาเหตุอาจไม่ใช่ออกกำลังน้อยหรือกินมากเท่านั้น คุณอาจมีฮอร์โมนเอสโทรเจนของผู้หญิงมากเกินไป
แม้ชื่อจะบอกว่าเป็นฮอร์โมนเพศชายหรือฮอร์โมนเพศหญิง แต่ในความเป็นจริง ร่างกายเราทุกคนมีฮอร์โมนทั้งสองชนิด และใช้เทสโทสเทอโรนเป็นวัตถุดิบในการสร้างเอสโทรเจน ปัญหามักเกิดกับชายสูงวัย เมื่ออายุมากขึ้น ร่างกายผลิตเทสโทสเทอโรนลดลงและเปลี่ยนเป็นเอสโทรเจนเพิ่มขึ้น
ฮอร์โมนเอสโทรเจนส่วนเกินจะกระตุ้นร่างกายให้สะสมไขมันส่วนกลางลำตัวเพิ่มขึ้นไขมันที่สะสมมากในบริเวณนี้จะเพิ่มความเสี่ยงต่อโรคเบาหวานและโรคหัวใจ และยังทำให้เกิดวงจรเลวร้ายคือไขมันที่สะสมใหม่จะผลิตเอนไซม์เพื่อเปลี่ยนเทสโทสเทอโรนเป็นเอสโทรเจน
วิธีตัดวงจรนี้คือการออกกำลังซึ่งกระตุ้นร่างกายให้ใช้พลังงานและเสริมสร้างกล้ามเนื้อ สำหรับบางคนที่ออกกำลังไม่ค่อยไหวเนื่องจากเทสโทสเทอโรนในร่างกายต่ำเกินไปการกินฮอร์โมนเสริมเป็นอีกทางเลือก แพทย์จะสั่งจ่ายฮอร์โมนเสริมให้ในรายที่ตรวจพบว่ามีระดับต่ำมากจริงๆ นอกจากนี้ควรหยุดดื่มแอลกอฮอล์ หากตับต้องรับหน้าที่หนักในการกำจัดแอลกอฮอล์ออกจากร่างกายประสิทธิภาพในการกำจัดเอสโทรเจนส่วนเกินย่อมลดน้อยลงไปด้วย
วิตามินดีคือสารอาหารระดับดาวเด่นตัวใหม่ มีข้อมูลยืนยันว่าช่วยลดความเสี่ยงต่อโรคหลายชนิด เช่น โรคหัวใจ เบาหวานมัลติเพิล สเคลอโรซิส และข้ออักเสบรูมาตอยด์ ขณะนี้พบว่าอาจช่วยลดน้ำหนัก
กลางปี 2551 งานวิจัยในอาสาสมัครกลุ่มเล็กเพียง 38 คนของมหาวิทยาลัยมินเนโซตาระบุว่าผู้ที่มีวิตามินดีในกระแสเลือดสูงจะลดน้ำหนักได้มากกว่า ระดับวิตามินดีในเลือดที่สูงขึ้นทุกหนึ่งนาโนกรัมต่อมิลลิลิตรจะลดน้ำหนักได้เพิ่มหนึ่งในสี่กิโลกรัม
การศึกษาหลายฉบับยังพบอีกว่าระดับวิตามินดีในเลือดสูงช่วยลดโอกาสเป็นโรคอ้วนผู้เชี่ยวชาญหลายคนตอบตรงกันว่า สำหรับเหตุผลของเรื่องนี้จำเป็นต้องรอการศึกษาเพิ่มเติม แต่ขณะนี้มีทฤษฎีหนึ่งที่น่าสนใจจากอิมพีเรียลคอลเลจ กรุงลอนดอน ซึ่งอธิบายว่าแสงแดดคือแหล่งสำคัญของวิตามินดี หากวิตามินดีในเลือดมีระดับต่ำ ร่างกายจะคิดว่าฤดูหนาวกำลังมาเยือนจึงเร่งสะสมอาหารและพลังงานในร่างกาย
ปริมาณวิตามินดีที่ร่างกายควรได้รับในแต่ละวันยังเป็นประเด็นที่ถกเถียง คำแนะนำอย่างเป็นทางการคือควรได้รับวันละ 200หน่วยสากล แต่ผู้เชี่ยวชาญหลายคนแนะให้กินถึงวันละ 1,000 หรือ 2,000 หน่วยสากลหากได้รับวันละ 1,000 หน่วยสากลต่อเนื่องหลายเดือน ระดับวิตามินในเลือดจะสูงขึ้นสิบนาโนกรัมต่อมิลลิลิตร ซึ่งหมายความว่าน้ำหนักตัวของคุณจะลดลงอีกสองกิโลกรัมนอกเหนือจากที่คาดไว้
จงภูมิใจในความอ้วน
การมีน้ำหนักเกินไม่ได้หมายความว่ามีสุขภาพแย่เสมอไป งานวิจัยสำคัญจากวารสารการแพทย์แลนเซ็ตในปี 2550 พบว่า ร้อยละ 30 ของคนอ้วน (หมายถึงผู้มีดัชนีมวลกาย 30 หรือมากกว่า) มีระบบเผาผลาญเป็นปกติรวมถึงความดันโลหิต คอเลสเตอรอลและน้ำตาลในเลือดอยู่ที่ระดับปกติ
นอกจากนี้ ร่างกายยังตอบสนองต่ออินซูลินตามปกติ ซึ่งเป็นเรื่องที่เราเคยคิดว่าไม่น่าจะเป็นจริงในคนอ้วน
กล่าวโดยสรุปคือมีคนอ้วนราวหนึ่งในสามที่ถูกรบเร้าให้ลดน้ำหนักตลอดเวลาทั้งที่ไม่มีความจำเป็น บางครั้งอาจทำให้เกิดอันตรายด้วยซ้ำ
นักวิจัยของมหาวิทยาลัยมอนทรีอัลทดลองเปรียบผลของการกินอาหารพลังงานต่ำในคนอ้วนที่ร่างกายมีระบบเผาผลาญปกติกับคนอ้วนที่มีความเสี่ยงต่อโรค ผลสรุปว่าภาวะดื้ออินซูลิน (ดัชนีบ่งบอกโรคเบาหวาน)ดีขึ้นร้อยละ 26 ในกลุ่มที่มีความเสี่ยง แต่กลุ่มที่ระบบร่างกายปกติกลับมีภาวะดื้ออินซูลินแย่ลงร้อยละ 13
ดังนั้น หากดัชนีมวลกายของคุณสูงถึงระดับอันตราย แต่คุณยังกินอาหารตามปกติ ออกกำลังสม่ำเสมอ และรู้สึกสบายดี คุณก็ควรไปเจาะเลือดเพื่อตรวจระบบการเผาผลาญของร่างกาย หากทุกอย่างอยู่ในระดับปกติ น้ำหนักตัวอาจไม่ใช่ปัญหาของคุณอีกต่อไป
ข้อมูลจาก Reader’s Digest , เดือนพฤษภาคม 2553
ขอบคุณ www.pooyingnaka.com
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)
RSS Feed
Twitter






