แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ สุขภาพ แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ สุขภาพ แสดงบทความทั้งหมด

วันจันทร์

Bookmark and Share เลือดประจำเดือน

Bookmark and Share
เลือดประจำเดือน
เลือดประจำเดือน หมายถึง  เลือดที่มีการไหลออกมาจากช่องคลอดทุกรอบเดือน  เกิดจากมีการสลายคัวของเยื่อบุภายในโพรงมดลูก  โดยจะเริ่มเกิดขึ้นกับผู้หญิงเมื่อเริ่มเข้าสูวัยเจริญพันธุ์  จนกระทั่งถึงวัยหมดประจำเดือน  โดยทั่วไปผู้หญิงจะมีประจำเดือนครั้งแรกเมื่ออายุระหว่าง 11-14 ปี  ปกติไม่ควรเร็วกว่า 9 ปี  และไม่ควรช้ากว่า 18  ปี

การมีประจำเดือนเกิดจากกรเปลี่ยนแปลงของระดับฮอร์โมน  อุณหภูมิของร่างกาย  การพัฒนาของไข่  และการเปลี่ยนแปลงของเยื่อบุผนังมดลูก   ดังนี้

1. ในแต่ละเดือน   ต่อมใต้สมองจะผลิตฮอร์โมนฟอลลิควิล่าร์  สติมูเลติ้ง  (Follicular  Stimulating  Hormone)  ไปกระตุ้นให้ไข่อ่อนที่อยู่ในถุงหุ้มในรังไข่เจริญเติบโตขึ้น  และในระยะนี้รังไข่จะสร้างฮอร์โมนเอสโตรเจนขึ้นด้วย  จึงมีผลทำให้เยื่อบุโพรงมดลูกหนาขึ้น
2. จนถึงวันที่ 14 ของรอบประจำเดือน ต่อมใต้สมองก็จะส่งฮอร์โมนลูติไนซิ่ง (Luteinizing  Hormone) ไปกระตุ้นให้ไข่สุกและหลุดออกจากถุงหุ้ม  ส่วนปลายของท่อนำไข่ก็จะโบกพัดให้ไข่เคลื่อนที่เข้าไปภายในท่อนำไข่  และพร้อมที่จะผสมกับอสุจิได้ 
3. รอยแตกของถุงหุ้มไข่จะยังคงเจริญต่อไปกลายเป็นคอร์ปัส ลูเตียม  หรือที่เรียวกว่า  อวัยวะสีเหลือง  ซึงจะยังคงให้ฮอร์โมนเอสโตรเจนต่อไป  และให้ฮอร์โมนเพิ่มขึ้นอีกชนิดหนึ่ง  คือ ฮอร์โมนโปรเจสเตอโรน  อันเป็นฮอร์โมนที่จะช่วยทำให้เยื่อบุมดลูกหนานุ่ม  มีน้ำเลี้ยงที่สมบูรณ์พร้อมที่จะรีบการฝังตัวของไข่ที่ปฏิสนธิแล้วเพื่อให้เจริญเติบโตต่อไปเป็นทารก
4. ถ้าหากไข่ไม่มีการผสมก็จะสลายตัวและถูกขับออกมาพร้อมกับเยื่อบุโพรงมดลูกที่ลอกตัวหลุดออกมาเป็นเลือดประจำเดือน
รอบประจำเดือน
รอบประจำเดือน หมายถึง ระยะเวลาตั้งแต่วันแตกของประจำเดือนจนกระทั่งถึงวันก่อนประจำเดือนมาครั้งต่อไป  รอบเดือนขอผู้หญิงแต่ละคนจะมีระยะเวลาแตกต่างกันมาก แต่โดยปกติแล้วควรเป็น 28 + 7 วัน  คือ คนที่มีรอบเดือนอยู่ในระยะ 21 35 วัน ถือว่าปกติ  ระยะที่มีประจำเดือนจะกิเวลาประมาณ 3-7 วัน  และจำนวนเลือดที่เสียไปแต่ละเดือนประมาณ 50-70  มิลลิลิตร  ในปีแรกๆ ที่มีประจำเดือน และในวัยใกล้หมดประจำเดือน  ประตะเดือนมักจะมาไม่สม่ำเสมอ  และบางเดือนก็ไม่มาเลย  เนื่องจากไม่มีไข่สุกหรือไม่มีการตกไข่
ลักษณะของเลือดประจำเดือนที่ปกติ
1. รอบประจำเดือน ควรอยู่ในช่วง 28 + 7 วัน
2. ระยะเวลาที่เลือดออก  ประมาณ 3-5  วัน  ไม่ควรน้อยกว่า 1 วัน  และไม่ควรนานเกิน 7 วัน
3. จำนวนเลือดที่ออกประมาณ 100-150  ลูกบาศก์เซนติเมตร  หรือถ้าใช้ผ้าอนามัยก็ไม่เกิน  3 ผืนชุ่มๆ / วัน
4. ลักษณะของเลือดที่ออก  ควรเป็นเลือดน้ำ  ไม่ใช่เลือดลิ่ม  วันแรกๆ จะมีสีแดงคอนข้างสด  วันต่อมาจะค่อยๆ จางและหมดไป
5. อาการร่วม  อาจมีอาการปวดท้องข้างในวันต้นๆ เพราะมดลูกจะบีบตัว  บางคนอาจมีอาการนำ ก่อนการมีประจำเดือน เช่น เมื่อยหลัง หน้าอกคัดตึง อ่อนเพลีย เหนื่อย หงุดหงิด หรือรู้สึกซึมเศร้า
 
ขอบคุณ  www.pooyingnaka.com

ติดเชื้อภายใน(น้องสาว)!

ติดเชื้อภายใน(น้องสาว)!
รู้ ๆ กันอยู่ว่าเมื่อมีความผิดปกติเกิดขึ้นกับน้องสาวหรือจุดซ่อนเร้น ซึ่งก็คือ บริเวณอวัยวะสืบพันธุ์ ช่องคลอด มดลูก โดยเฉพาะอาการคันที่ช่องคลอด ตกขาวมากแล้วยังมีกลิ่นเหม็น ร่วมกับอาการปวดท้องน้อย ปวดบั้นเอว และรู้สึกอ่อนเพลียอยู่บ่อย ๆ นั้น คุณผู้หญิงมักจะไม่กล้าปรึกษาแพทย์เพื่อตรวจรักษา เนื่องจากความรู้สึกอายผสมความกลัว จำต้องปล่อยผ่านปัญหาสุขภาพโดยไม่แก้ไข
ถ้าคิดและทำเช่นนั้น พึงระวังไว้ว่า ในอนาคตคุณมีโอกาสตั้งครรภ์นอกมดลูก หรือไม่ก็เป็นหมัน เกิดเนื้องอก ซีสต์หรือมะเร็งระบบสืบพันธุ์ส่งผลให้ต้องตัดมดลูกทิ้ง!เพราะมีความเป็นไปได้ว่า มีการติดเชื้อภายในระบบสืบพันธุ์ อาจเกิดที่ระบบสืบพันธุ์ส่วนล่าง อาทิ ภาวะช่องคลอดอักเสบ ภาวะปากมดลูกอักเสบ หรือระบบสืบพันธุ์ส่วนบน เช่น เยื่อบุช่องท้องภายในอุ้งเชิงกรานอักเสบ ปีกมดลูกอักเสบ รังไข่อักเสบ เยื่อบุโพรงมดลูกอักเสบ ซ้ำร้ายบางรายเกิดการอักเสบทั้งส่วนบนและล่าง กลายเป็น อุ้งเชิงกรานอักเสบ
อย่างไรก็ตาม สาธารณสุขเคยสำรวจพบว่า คุณผู้หญิงกว่าร้อยละ 80 มีปัญหาติดเชื้อภายใน ดังนั้นเราควรย้อนดูสาเหตุที่ทำให้เกิดความผิดปกติเพื่อการหลีกเลี่ยง …
การติดเชื้อภายในเกิดได้จากการพักผ่อนไม่เพียงพอ ไม่รักษาความสะอาด ใช้ผ้าเช็ดตัวหรือภาชนะอาบน้ำร่วมกับผู้อื่น ไม่มีอนามัยขณะมี่เพศสัมพันธ์หรือมีเพศสัมพันธ์ระหว่างเป็นประจำเดือน พฤติกรรมการสวนล้างช่องคลอดบ่อยเกินไป  การใช้ยาลดน้ำหนักอย่างไม่เหมาะสมส่งผลต่อภูมิคุ้มกันให้ต่ำลง ร่างกายอ่อนแอ นอกจากนี้การใช้ยาปฏิชีวนะอย่างต่อเนื่องก็มีผลต่อสมดุลของระบบนิเวศเชื้อจุลินทรีย์จนเกิดการติดเชื้อได้ง่าย
ทั้งยังมาจากการแท้งบุตร ขูดมดลูกหรือใส่ห่วงคุมกำเนิด เยื่อบุช่องคลอดและมดลูกได้รับบาดเจ็บ หรือการคลอดบุตร รวมทั้งจากตำแหน่งของระบบสืบพันธุ์ที่มักจะมีสภาพอับชื้นและอยู่ใกล้ทวารหนัก หากขับถ่ายแล้วเช็ดล้างทำความสะอาดไม่ดีพอหรือเช็ดสิ่งสกปรกจากด้านทวารหนักมาสู่ปากช่องคลอดก็อาจทำให้ติดเชื้อได้ง่าย
ส่วนเรื่องของการรักษา ขอแนะนำให้พบแพทย์เพื่อตรวจหาสาเหตุของโรคที่แท้จริงเป็นวิธีที่ดีที่สุด.

ขอบคุณ เดลินิวส์
 

กรุ๊ปเลือด เพื่อสุขภาพ

กรุ๊ปเลือด เพื่อสุขภาพ
กรุ๊ปเลือด A
สิ่งที่ควรทำ
1.ฝึกฝนการใช้ความคิดสร้างสรรค์และรู้จักแสดงความรู้สึกออกมาบ้าง
2.วางแผนการที่จะทำในแต่ละวัน
3.หาเวลาพักระหว่างวันทำงานอย่างน้อย 2 ช่วงๆ ละ 20 นาที ใช้เวลานั่งคิดไตร่ตรองสิ่งต่างๆ
4.รับประทานอาหารให้ครบทุกมื้อ
5.บริโภคโปรตีนเพิ่มมากขึ้นในมื้อเช้าและลดปริมาณลงในมื้อเย็น
6.ไม่ควรกินเมื่อรู้สึกหงุดหงิด
7.เปลี่ยนมารับประทานอาหารมื้อเล็กๆ 6 มื้อ ต่อวัน แทน 3 มื้ออย่างเคย เพราะจำนวนครั้งที่ถี่มาก ขึ้นช่วยให้ระบบการเผาผลาญทำงานดีขึ้น
8.หาเวลาครึ่งชั่วโมงฝึกจิตใจให้สงบสัก 3 ครั้งต่อสัปดาห์
9.หมั่นตรวจร่างกายเป็นประจำเพื่อป้องกันโรคมะเร็งและหัวใจ
10.เคี้ยวอาหารให้ละเอียดเพื่อช่วยให้ระบบย่อยอาหารทำงานได้ดีขึ้น
กินอย่างไร
คนที่มีกรุ๊ปเลือด A ควรงดนมสดรวมทั้งผลิตภัณฑ์จากนม เช่น เนยและชีส เพราะจะทำให้รู้สึก แน่นท้อง เกิดอาการท้องอืด ท้องเฟ้อ หันมารับประทานผักใบเขียวและใบเหลืองอย่างฟักทอง แครอท ผักขม บร็อคโคลี่ และพืชตระกูลถั่ว โดยเฉพาะถั่วเหลืองซึ่งเป็นแหล่งอาหารที่มีโปรตีนสูงและ ช่วยป้องกันโรคมะเร็งด้วย
ไม่ควรบริโภคเนื้อสัตว์มากเกินไปเพราะผู้ที่มีหมู่เลือดนี้ จะไม่ค่อยมีเอนไซม์และกรดในกระเพาะอาหารที่จำเป็นต่อการย่อยโปรตีนจากเนื้อสัตว์
ดื่มชาเขียวเป็นประจำจะช่วยเสริมสร้างระบบภูมิคุ้มกันได้ ควรจำกัดน้ำตาล คาเฟอีน และแอลกอฮอล์ เพราะสิ่งเหล่านี้จะไปเพิ่มความเครียด
และทำให้กระบวนการเผาผลาญพลังงานในร่างกายทำงานช้าลง อาหารเช้าควรอุดมด้วยโปรตีน สำหรับคนกรุ๊ปเลือด A อาหารเช้าถือเป็นมื้อสำคัญที่สุด และไม่ควรอดอาหารเพราะจะก่อให้เกิดความเครียดได้ ออกกำลังกาย
คนกรุ๊ปเลือด A จะมีปฏิกิริยาตอบสนองต่อความเครียดสูงมาก เนื่องจากร่างกายผลิตฮอร์โมนคอร์ติซอลออกมาในปริมาณสูง
แต่ฮอร์โมนดังกล่าวสามารถลดลงถ้าได้ทำกิจกรรมที่ร่างกายต้องจดจ่ออยู่กับสิ่งๆหนึ่ง อย่างโยคะ ไทชิ หรือฝึกสมาธิกำหนดลมหายใจ
จัดการกับอารมณ์
1. ระบายความรู้สึกออกมาถ้าต้องการอย่าเก็บกดเอาไว้
2. ก่อนจะเริ่มกิจกรรมหรืองานอื่นต้องจัดการสิ่งที่ยังคั่งค้างอยู่ให้เสร็จ
3. เด็ดเดี่ยว กล้าตัดสินใจการผัดวันประกันพรุ่งจะทำให้เกิดความเครียดได้
4. ใน 1 เดือน หาเวลา 1 วัน อยู่เงียบๆ เพียงลำพัง
5. หากออกกำลังกาย อย่าหักโหมต้องหยุดพักก่อนถึงขีดจำกัดของร่างกาย

กรุ๊ปเลือด B
สิ่งที่ควรทำ
1. สำหรับคนที่มีกรุ๊ปเลือดนี้จิตนาการเป็นเครื่องมืออันทรงพลังที่จะพาไป สู่ความสำเร็จได้ในยามว่างควรฝึกใช้จินตนาการเพื่อช่วยให้ผ่อนคลาย
2. สังสรรค์สมาคมกับเพื่อนๆ คนรอบข้างหรือร่วมกิจกรรมร่วมกับผู้อื่น สิ่งนี้จะเป็นโอกาสช่วยเสริมสร้างความสัมพันธ็อันดีในกลุ่มให้กับคุณ
3. จงทำตัวให้เป็นธรรมชาติ
กินอย่างไร
ผู้ที่มีกรุ๊ปเลือด B ควรบริโภคเนื้อสัตว์ที่ปลอดสารปรุงแต่งเจือปนและไม่ติดมัน หลายๆ ครั้งใน 1 สัปดาห์เพราะคนหมู่เลือดนี้สามารถเผาผลาญโปรตีนจากเนื้อสัตว์ได้ดี ไม่ควรบริโภคอาหาร ประเภทคาร์โบไฮเดรตมากเกินไป และหลีกเลี่ยงเนื้อไก่ แต่นมและผลิตภัณฑ์จากนมกลับเหมาะ
สำหรับคนกรุ๊ปเลือด B เป็นอย่างมาก ออกกำลังกาย ผู้มีกรุ๊ปเลือด B ควรออกกำลังกายประเภทท้าทายร่างกายและจิตใจ กิจกรรมที่เหมาะต้องเป็นประเภทที่ใช้สมาธิควบคู่กับการออกแรงมาก เช่น เทนนิส ศิลปะการต่อสู้ ปั่นจักรยาน เดินทางไกล และกอล์ฟ
จัดการกับอารมณ์
คนกรุ๊ปเลือด B เมื่อร่างกายอยู่ในสภาวะสมดุล ก็จะสามารถขจัดความเครียด และความวิตกกังวลลงได้
แต่เมื่อใดที่ไม่อยู่ในสภาวะสมดุลระดับฮอร์โมนคอร์ติซอลจะเพิ่มสูงขึ้น และทำให้มีโอกาสที่จะติดเชื้อไวรัส เกิดอาการเหนื่อยล้าเป็นเวลานาน
จิตใจมัวหมองและภูมิคุ้มกันบกพร่อง สิ่งที่ต้องทำ คือ ลดฮอร์โมนคอร์ติซอล ที่ร่างกายหลั่งออกมาเพื่อตอบสนองต่อสภาวะเครียด ด้วยการทำสมาธิและการใช้จินตนาการหากิจกรรมที่กระตุ้นให้เกิดสมาธิ ซึ่งไทชิจะเป็นตัวเลือกที่ดีที่สุดนอกจากช่วยลดความเครียดแล้วยังลดความดันโลหิต และทำให้รู้สึกผ่อนคลายช่วยให้อารมณ์ดีขึ้น และอาจฟังดนตรีแนวที่ช่วยลดความเครียดหรือเพลงที่ทำให้เกิดจินตนาการ

กรุ๊ปเลือด AB
สิ่งที่ควรทำ

1. ฝึกฝนนิสัยเป็นมิตรของคุณโดยเปิดรับสิ่งใหม่ๆ รอบตัว และหลีกเลี่ยงสถานการณ์ที่มีการแข่งขันสูง
2. เลิกหมกมุ่นกับปัญหาที่ไม่สามารถควบคุมได้หรือไม่ได้มีผลกระทบต่อคุณ
3. ฝึกใช้จินตนาการเป็นประจำทุกวัน
4. มีแผนการที่ชัดเจนเกี่ยวกับเป้าหมายที่ต้องการบรรลุโดยกำหนดเป็นรายปีเดือน สัปดาห์หรือต่อวัน
5. ค่อยๆ เปลี่ยนรูปแบบการดำเนินชีวิตอย่าพยายามจัดการกับทุกสิ่งในเวลาเดียวกัน
กินอย่างไร
ผู้ที่มีกรุ๊ปเลือด AB ต้องจำกัดปริมาณเนื้อสัตว์สีแดงและไม่ควรรับประทานเนื้อไก่ เนื่องจากร่างกายมีกรดไฮโดรคลอริกในกระเพาะอาหารและน้ำย่อยในลำไส้มีปริมาณน้อย ทำให้ย่อยอาหารได้ยากเปลี่ยนมาบริโภคผลิตภัณฑ์จากถั่วเหลือง ปลา ไข่ไก่ และผักแทน อาหารที่ควรเลี่ยง สำหรับคนกรุ๊ปเลือด A และ B ก็ควรจะเลี่ยงในผู้ที่มีกรุ๊ปเลือด AB ด้วยกัน เช่น ไม่ควรบริโภค คาเฟอีน และแอลกอฮอล์มากเกินไป เพราะคาเฟอีนจะไปกระตุ้นให้ร่างกาย หลั่งสารอะดรีนาลีน และนอร์อะดรีนาลีน ซึ่งคนกรุ๊ปเลือด AB มีมากอยู่แล้ว ไม่ควรอดอาหารเพราะจะทำให้เกิดความเครียด
ออกกำลังกาย
ผู้ที่มีกรุ๊ปเลือด AB ควรทำกิจกรรมทั้งประเภทที่ก่อให้เกิดความสงบนิ่งและใช้แรงมาก เช่น โยคะและ การเต้นแอโรบิค
จัดการกับอารมณ์
1. วางแผนล่วงหน้าว่าจะทำอะไรเพื่อช่วยลดเหตุการณ์ที่ไม่คาดฝันและไม่ให้เกิดความเร่งรีบจนทำอะไรไม่ถูก
2. หยุดพักในวันทำงานด้วยการทำกิจกรรมที่มีการเคลื่อนไหวโดยเฉพาะถ้างานของคุณต้องนั่งอยู่กับที่ เพราะจะช่วยให้รู้สึกกระปรี้กระเปร่าขึ้น
3. ปลีกเวลาไปตอบแทนสังคมบ้างเพราะคนกรุ๊ปเลือดนี้มีพื้นฐานเป็นคนใจบุญสุนทาน และเห็นอกเห็นใจเพื่อนร่วมโลกซึ่งอาจใช้วิธีบริจาคเงินหรือสิ่งของให้แก่ผู้ยากไร้

กรุ๊ปเลือด O
สิ่งที่ควรทำ

1. มีแผนการที่ชัดเจนเกี่ยวกับเป้าหมายที่ต้องการบรรลุ โดยกำหนดเป็นรายปี เดือน สัปดาห์หรือต่อวัน
2. หลีกเลี่ยงการตัดสินใจในเรื่องใหญ่ๆ และอย่าใช้เงินเมื่อเกิดความรู้สึกเครียด
3. หากรู้สึกเครียดหรือหงุดหงิดพยายามทำให้ร่างกายเกิดความเคลื่อนไหว
4. เมื่อเกิดความอยากเหล้า บุหรี่ น้ำตาล และยานอนหลับ สิ่งเหล่านี้จะกระตุ้นให้ร่างกายหลั่งสารที่ทำให้เกิดความสุขในระยะแรกเท่านั้น
ควรหากิจกรรมอย่างอื่นแทน
กินอย่างไร
อาหารประเภทโปรตีนเป็นสิ่งสำคัญสำหรับผู้ที่มีกรุ๊ปเลือดO ควรรับประทานเนื้อสัตว์ต่างๆให้มาก ยกเว้นหมู นมและผลิตภัณฑ์จากนมให้บริโภคแต่น้อย เพราะร่างกายจะย่อยได้ยาก จำกัดปริมาณการบริโภคถั่ว รับประทานผักผลไม้ให้มากและเปลี่ยนมาดื่มชาเขียวแทนกาแฟ
ออกกำลังกาย
คนมีกรุ๊ปเลือด O ที่ออกกำลังสม่ำเสมอจะมีการตอบสนองต่ออารมณ์ดียิ่งขึ้น การเต้นแอโรบิค วิ่งหรือปั่นจักรยาน ครั้งละ 30 - 45 นาที ประมาณ 3 ครั้งต่อสัปดาห์ จะช่วยให้เกิดสภาวะสมดุลของอารมณ์
จัดการกับอารมณ์
1. กำหนดแผนการว่าจะทำอะไรเพื่อลดความซ้ำซากจำเจ เพราะเมื่อคนกรุ๊ปเลือด O รู้สึกเบื่อพวกเขามักทำอะไรเสี่ยงๆ
2. ฝึกรับมือกับความโกรธด้วยวิธีการดังนี้เมื่อรู้สึกว่าไม่สามารถควบคุมอารมณ์โกรธ ไปเดินเล่นสักพัก ดื่มน้ำ ออกกำลังหรือเขียนระบายความรู้สึกออกมา
รอจนกว่าจะหายโกรธแล้วค่อยกลับมาจัดการกับปัญหา อีกวิธีคือเรียนรู้วิธีการแก้ปัญหา บ่อยครั้งความโกรธมีสาเหตุมาจากการเสียความสามารถในการควบคุม
เมื่อคุณเลือกที่จะแก้ปัญหามากกว่าจะระเบิดอารมณ์โกรธออกมา ก็จะสามารถควบคุมระดับความเครียดในร่างกายให้คงที่ได้ 

ขอบคุณ www.pooyingnaka.com

ดูแล อย่างไร.. เมื่อเป็นประจำเดือน

ดูแลอย่างไร.. เมื่อเป็นประจำเดือน
อาหารเมื่อเป็น ประจำเดือนก่อนเป็นประจำเดือน ผู้หญิงอย่างเราควรทานอาหารประเภทแคลเซียมเพิ่มขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการดื่มนม ทานปลาเล็กปลาน้อย เพื่อช่วยลดอาการปวดท้องน้อย ปวดหลัง และลดอาการหงุดหงิด เหวี่ยงคนใกล้ชิด นอกจากแคลเซียมแล้ว สารอาหารอื่นๆก็ควรรับประทานเพิ่ม เช่น วิตามินซี วิตามินดี และโปรตีน เพื่อเสริมในช่วงเสียเกลือแร่ ทำให้ร่างกายไม่เหน็ดเหนื่อย จนเกินไปสำหรับธัญพืช ช่วยในเรื่องระบบขับถ่ายและยังทำให้ประจำเดือนเป็นไปอย่างราบรื่นอีกด้วย ฉะนั้นผู้หญิงควรทานอาหารประเภทธัญพืชให้บ่อยขึ้นเพื่อสุขภาพ หากปวดท้องประจำเดือน ควรทานน้ำขิง ชาขิง หรือเต้าฮวยร้อนๆ และนอนพักผ่อนให้มาก งดอาหารรสจัดและเครื่องดื่มคาเฟอีน
การรักษาความสะอาดเป็นที่รู้กันดีว่า ระหว่างมีประจำเดือนนั้น ผู้หญิงจะไม่มั่นใจในเรื่องกลิ่น แต่ที่สำคัญกว่านั้นก็คือการติดเชื้อได้หากรักษาความสะอาดไม่ดีพอ
1. ก่อนเป็นประจำเดือน สามารถเล็มขนเพชร เพื่อให้การทำความสะอาดเป็นไปได้อย่างง่ายดายและไม่เกิดกลิ่นที่สะสมเอาไว้
2. ไม่ควรอาบน้ำที่เย็นจัด หรือร้อนจัด เพื่อคงอุณหภูมิร่างกายให้ปกติ
3. การทำความสะอาดด้วยสบู่ ล้างเฉพาะภายนอกเท่านั้น ห้ามสวนล้างเข้าในช่องคลอด จะเกิดอันตรายได้
4. การเปลี่ยนผ้าอนามัย ควรเปลี่ยนทุกๆ 2-3 ชั่วโมง หรือในช่วงสองวันแรกหากมีเลือดประจำเดือนเยอะ ควรเปลี่ยนบ่อยๆ เพื่อไม่ให้เกิดความอับชื้นและกลิ่นที่หมักหมม
5. หากมีผื่นขึ้น อาจเกิดอาการแพ้ ควรเปลี่ยนยี่ห้อผ้าอนามัย และเลือกใช้ชนิดที่ไม่มีน้ำหอมที่จะทำให้ระคายเคือง และไปพบแพทย์เพื่อทำการรักษา

ลดอาการปวดท้องประจำเดือน
1. ทานอาหารที่มีประโยชน์ ลดอาหารมัน ทานนมเพิ่มขึ้นก่อนเป็นประจำเดือน
2. ออกกำลังกายเบาๆขณะมีประจำเดือน
3. หากปวดท้องมาก ควรทานยาแก้ปวด หรือใช้ถุงน้ำร้อนประคบบริเวณท้อง

มีคำถามเกี่ยวกับประจำเดือน และการตั้งครรภ์ โพสท์ถามได้ที่ http://webboard.pooyingnaka.com

ฟันสวย เพิ่มเสน่ห์รอยยิ้มบนใบหน้า

ฟันสวย เพิ่มเสน่ห์รอยยิ้มบนใบหน้า
จัดฟันเพื่อการรักษา หรือเห็นว่าการจัดฟันเป็นเพียงแฟชั่นเพิ่มความเก๋เท่านั้น
กระแสการจัดฟันยังคงเป็นที่นิยมในหมู่เด็กๆ ทั้งวัยปรีทีนและวัยทีน โดยเฉพาะในครอบครัวที่มีปัญหาเรื่องกรรมพันธุ์ เช่น ฟันเก ฟันเขี้ยว ขากรรไกรล่างยื่น ฯลฯ หรือปัญหาจากการดูดนิ้ว ลิ้นดุนฟัน และการจัดฟันมีอัตราเพิ่มขึ้นรวดเร็วสูงถึง 3 เท่าตัวเมื่อเทียบกับ 5 ปีก่อน อย่างไรก็ตามการจัดฟันเป็นการรักษาอย่างหนึ่ง แต่ก็ยังไม่วายมีคนกลุ่มหนึ่งที่เห็นการจัดฟันเป็นเพียงแฟชั่นเพิ่มความเก๋เท่านั้น
การจัดฟันมีหลายรูปแบบแตกต่างกัน หลักการทำงานคือ ใช้แรงในการเคลื่อนย้ายฟัน เพื่อหลีกเลี่ยงการสึกของฟันที่ผิดปกติ หรือการสบฟันที่ไม่เหมาะสม รวมทั้งปัญหาความผิดปกติของขนาดและความสัมพันธ์ของขากรรไกรต่อใบหน้ารูปหน้าสวยได้(บ้าง)ด้วยการจัดฟัน
ทพญ.อตินุช ชยานุภัทร์กุล ทันตแพทย์ประจำคลินิกทันตกรรมสวนทนต์ กล่าวว่า การจัดฟันเป็นการรักษาอย่างหนึ่ง คนที่อยากมาจัดฟันคือคนที่มีปัญหาอย่าง ฟันห่าง ฟันซ้อน หรือฟันล้มอยากใส่ฟันปลอมก็ต้องจัดฟันก่อน การจัดฟันทำให้สภาพในช่องปากดีขึ้น ฟันเรียงตัวสวยงาม
หลายๆ คนคงสังเกตเห็นว่าคนที่ผ่านการจัดฟันมักจะมีรูปหน้าที่เปลี่ยนไป จมูกดูโด่งขึ้น ในจุดนี้ ทพญ.อตินุช ชี้แจงว่า "อาจจะเป็นได้ ไม่ใช่ทุกคน แล้วแต่สภาพ การจัดฟันเปลี่ยนรูปหน้าได้ระดับหนึ่งเท่านั้น อย่างจัดฟันแล้วจมูกดูโด่งขึ้นเพราะมีฟันยื่น พอดึงฟันริมฝีปากบนโดนดึงยุบเข้าไป จมูกก็ชัดขึ้น ซึ่งเป็นผลดีสำหรับคนที่ฟันยื่น แต่ถ้าคนที่จมูกโด่งมากอยู่แล้วก็จะไม่ดันฟันเข้ามาก ในการจัดฟันก็จะทำแต่ละเคสๆ ไป จะต้องดูว่ารูปหน้าไม่ได้สัดส่วนตรงไหนจะแก้ตรงจุดนั้น คนนี้หน้าตาแบบนี้ทำยังไงถึงจะดีขึ้น อย่างคนหน้าสั้นก็ใช้ยางดึงฟัน ใส่เครื่องมือปรับขากรรไกรให้สูงขึ้น โดยปกติการจัดฟันจะทำให้หน้ายาวขึ้น เพราะระยะห่างจมูกกับคางยาวขึ้น ดูเรียวขึ้น บางคนคางยื่นเยอะถึงจัดฟันก็ไม่หาย เพราะขากรรไกรใหญ่ก็ต้องตัดขากรรไกรด้วย
ระยะเวลาในการจัดฟันอยู่ระหว่าง 1 ปีครึ่งถึง 3 ปีครึ่ง แล้วแต่ว่าฟันเลื่อนมากแค่ไหน ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับอายุของคนไข้ด้วย คนไข้อายุน้อยก็จะเร็วกว่า อย่างไรก็ตามการรักษาฟันโดยการจัดฟันสามารถทำได้กับคนทุกวัย เพียงแต่ทำตั้งแต่อายุน้อยๆ จะดีกว่า เพราะอายุมากจะทำให้ฟันเลื่อนได้ช้า และเวลาดึงฟันจะมีความเจ็บมากกว่า ส่วนค่าใช้จ่ายสนนราคาเฉลี่ย 4 หมื่นบาทขึ้นไป
อันตราย! จัดฟันเพื่อความเก๋
ผลการตรวจวิเคราะห์โดยทันตแพทยสภา พบว่าลวดและลูกปัดในการจัดฟันแฟชั่นที่ไม่ได้มาตรฐานมีสารเคมีอันตราย ทั้งสารตะกั่ว สารหนู และสารแคดเมียม นอกจากเสี่ยงต่อการติดเชื้อต่างๆ แล้ว ยังอาจเกิดแผลในปากเรื้อรังถึงขั้นเป็นมะเร็งได้
พล.ท.ทพ.พิศาล เทพสิทธา นายกทันตแพทยสภา กล่าวว่า กระแสนิยมในการจัดฟันแฟชั่นได้เปลี่ยนไปในระยะหลัง จากที่เคยใช้ลวดเส้นเล็กร้อยลูกปัดสีต่างๆ มาใช้เครื่องมือจัดฟันที่เลียนแบบเครื่องมือที่ทันตแพทย์ใช้ มีการใส่เครื่องมือที่ติดแน่นกับฟัน และเครื่องมือที่ถอดได้ โดยมีขั้นตอนการทำที่ยุ่งยากซับซ้อนขึ้น และมีค่าใช้จ่ายที่สูงขึ้น ซึ่งวัตถุในการจัดฟันแฟชั่นส่วนมากจะไม่ได้มาตรฐาน อุปกรณ์ไม่มีการฆ่าเชื้อก่อนติดตั้ง ผลที่จะตามมาคือ หากเส้นลวดเกิดไปทิ่มเหงือก อาจเป็นบาดทะยักได้ ประกอบกับช่องปากเป็นแหล่งสะสมของเชื้อแบคทีเรีย ซึ่งอาจจะมีผลกระทบต่อร่างกายได้เช่นกัน
ด้านทพญ.อตินุช กล่าวว่า การจัดฟันแฟชั่นเป็นไปในลักษณะการติดเครื่องมือที่ไม่ได้เกิดประโยชน์อะไร การจัดฟันเป็นการรักษา การทำมีผลดีมากกว่าผลเสีย และเครื่องมือที่นำมาติดกันนั้นไม่ใช่ เครื่องมือในการรักษา แค่เหมือนเท่านั้น เสี่ยงต่อการเป็นสนิมเมื่อโดนน้ำลายในช่องปาก เพราะเป็นเหล็กไม่ใช่สเตนเลส เป็นเรื่องอันตรายอย่างยิ่ง และเสี่ยงต่อการเป็นแผลในช่องปาก เพราะลวดบาดทำให้เกิดบาดทะยัก ยิ่งสถานที่ทำเสี่ยงต่อเชื้อโรค เครื่องมือไม่สะอาด วัสดุที่ใช้ไม่สะอาด และอาจติดเชื้อจากคนที่ทำก่อนหน้าเราได้ ถึงแม้ในเคสที่คนไข้มีสุขภาพปากและฟันดีอยู่แล้วแต่อยากจะมาจัดฟัน ก็ไม่แนะนำ ถึงแม้ว่าจะไม่มีอันตรายก็จริง แต่การติดลวดทำให้แปรงฟันไม่สะอาด ติดไปก็ไม่ได้ทำให้สุขภาพในช่องปากดีขึ้น จะกลายเป็นผลเสียมากกว่าผลดี
ดูแลให้ฟันสวย ควร/ไม่ควรอย่างน้อยที่สุดระยะในการจัดฟันประมาณ 2 ปี เพื่อให้ฟันเรียงเป็นระเบียบ แต่ก็มีบางรายที่ใช้เวลานานมากกว่านี้ 4-6 ปีก็มี เนื่องจากต้องมีการปรับสภาพฟันและรูปหน้า เช่นนั้นแล้วการที่มีลวดดัดฟันสวมทับฟันอยู่ตลอดเวลาเป็นระยะเวลานานๆ นั้น จึงเกิดปัญหาตามมา และที่พบในการจัดฟันคือ การเกิดสีขุ่นๆ บนผิวฟัน ผนังเนื้อเยื่อในช่องปากบวมแดง เกิดแผลในช่องปากซึ่งมักเกิดจากเหล็กจัดฟันไปเกี่ยวกับผิวในช่องปาก ทำให้เกิดเป็นแผลที่บริเวณผิวของปากด้านใน ฟันผุจากการกร่อนสลายไปของแร่ธาตุบนผิวเคลือบฟัน มีกลิ่นปาก เนื่องจากทำความสะอาดฟันได้ไม่ทั่วถึงเท่าที่ควร เป็นต้น
ภญ.วรางคณา พรมจันทร์ กล่าวว่า สาร PVP มีชื่อเต็มว่า Polyvinyl Pyrrolidone มีคุณสมบัติในการขจัดคราบสกปรก โดยสาร PVP จะเข้าไปทำปฏิกิริยารวมตัวกับโมเลกุลของคราบสกปรกทำให้เกิดการละลายหลุดออกของคราบสกปรกที่ดีขึ้น และช่วยป้องกันการกลับมาจับตัวกันอีกครั้ง โดยการทำงานนั้น PVP จะเข้าไปทำปฏิกิริยาจับกับโมเลกุลของคราบสกปรก (Catechin) และทำให้คราบเหล่านั้นละลายออกมาพร้อมกับ ยาสีฟันในขณะที่เราแปรงฟัน จึงทำให้คราบสีฟันละลายหลุดออกมา ในขณะที่เราแปรงฟัน PVP จะช่วยเสริมประสิทธิภาพในการขจัดคราบฟันร่วมกับสารขัดฟัน (Abrasive) และสารทำความสะอาด (Detergent) ทำให้ฟันสะอาดสดใส แลดูขาวอย่างเป็นธรรมชาติ
"ปัญหาของคนที่จัดฟัน ที่มักจะก่อให้เกิดความไม่มั่นใจในระหว่างการจัดฟัน ซึ่งใช้เวลาที่ต้องอยู่กับเหล็กจัดฟันกว่า 2 ปี นั่นก็คือ การมีสีขุ่นเทาๆ น้ำตาลๆ อ่อนๆ เกาะอยู่ซอกฟัน ซึ่งการใช้ยาสีฟันที่มีองค์ประกอบของสารขัดฟันเพียงอย่างเดียวนั้นไม่สามารถเข้าทำความสะอาด ขจัดคราบในบริเวณซอกฟันที่ยากต่อการเข้าถึง เท่ากับว่าเรายังทำความสะอาดฟันได้ไม่ดีพอ แต่ด้วยความพิเศษของสาร PVP ที่มีโครงสร้างโมเลกุลที่สามารถละลายน้ำได้จึงสามารถละลายคราบสีบริเวณฟันได้ ช่วยลดปัญหาในส่วนที่การแปรงฟันเข้าไม่ถึง (ซึ่งทั้งคนจัดฟันและคนที่ไม่จัดฟันก็เกิดปัญหานี้ได้เช่นเดียวกัน)"
นอกจากนี้ ในระหว่างการรักษาควรระวังอาหารแข็ง เหนียว เพราะถ้าใช้ฟันกัดแรงจะทำให้วัสดุที่ติดฟันหลุดได้ ส่งผลให้การรักษาได้ผลช้า ควรแบ่งอาหารรับประทานคำเล็กๆ และพยายามหลีกเลี่ยงการใช้ฟันหน้าขบกัดอาหารสิ่งของต่างๆต้องแปรงฟันให้สะอาด เศษอาหารจะติดง่ายเพราะมีซอกเยอะ แปรงฟันหลังอาหารทุกครั้ง และต้องระมัดระวังเพราะจะมีเลือดออกตามไรฟันบ่อยกว่าคนปกติ และควรใช้ไหมขัดฟันรวมด้วย ช่วงจัดฟันอาจมีกลิ่นปากควรพกน้ำยาบ้วนปากไว้ด้วยก็ดี

ตรวจฟันเสมอ ในช่วงจัดฟันจะทำให้ฟันผุง่าย เพราะยากต่อการดูแลให้สะอาดจริงๆ ดูแลไม่ดีฟันผุได้พยายามหลีกเลี่ยงการเล่นกีฬาที่ต้องมีการกระทบกระแทกกันอย่างรุนแรง เพราะจะทำให้วัสดุหลุด หรือเกิดแผลในช่องปากได้

ขอบคุณ โพสต์ทูเดย์ 

ปวดประจำเดือน

ปวดประจำเดือน
คำถาม? ผู้หญิงที่มีอาการปวดประจำเดือน ควรเลือกใช้ยาและดูแลตนเองอย่างไร
ระดูเป็นเรื่องธรรมชาติ
การมีระดูหรือมีรอบประจำเดือนถือเป็นเรื่องธรรมชาติของผู้หญิง ซึ่งเกิดจากการลอกหลุดของชั้นผิวด้านในของมดลูก และย่อยสลายเกิดเป็นเลือดไหลออกมาจากช่องคลอด ซึ่งเป็นปรากฎการณ์หรือภาวะปกติของหญิงวัยเจริญพันธุ์
ทั้งนี้เพราะก่อนหน้านั้นร่างกายของผู้หญิงได้มีการตระเตรียมสารอาหาร น้ำ และเกลือแร่ให้มาสะสมไว้ที่ผิวด้านในของมดลูก เพื่อเตรียมพร้อมเมื่อมีการปฏิสนธิระหว่างไข่และอวุจิ ทำให้เกิดตัวอ่อนขึ้น
ตัวอ่อนนี้จะเดินทางมาฝังตัวที่ผนังด้านในของมดลูกที่อุดมไปด้วยสารอาหารและเกิดการตั้งครรภ์ขึ้น
แต่ถ้าในรอบประจำเดือนนั้นไม่มีการปฏิสนธิ ผนังมดลูกส่วนนี้ก็จะลอกออกมาเป็นรอบประจำเดือน ซึ่งเป็นเรื่องธรรมชาติ
ความหลากหลาย...ที่เป็นปกติของระดู
เรื่องรอบประจำเดือนถือเป็นเรื่องปกติของผู้หญิงแต่ละคนที่อาจแตกต่างกันไปบ้าง
ถึงแม้ว่าคนส่วนใหญ่จะมีรอบประจำเดือนหรือระดูมาสม่ำเสมอทุกๆ 28 วัน แต่ก็ถือว่าเป็นเรื่องปกติของบางคนที่จะมีรอบประจำเดือนหรือระดูแตกต่างจากนี้ (เช่น บางคนอาจมา 30 วัน 45 วัน หรือ 60 วัน ก็เป็นได้) ซึ่งเป็นเรื่องปกติหรือเป็นเรื่องธรรมชาติของผู้นั้น เป็นความแตดต่างระหว่างบุคคล คล้ายๆ กับสิ่งอื่นๆของร่างกายที่มีความแตกต่างหลากหลายไม่เหมือนกัน (ดงเช่น รูปร่าง ที่มีเตี้ย มีสูง ผิวมีขาวมีดำ ผมตรงหรือหยักศก เป็นต้น) ขอให้ระดูมาสม่ำเสมอก็แล้วกัน แต่รายที่รอบประจำเดือนมาไม่สม่ำเสมอ จะต้องไปปรึกษาแพทย์
เมื่อมีรอบประจำเดือน หรือการลอกหลุดของผนังด้านในของมดลูก ก็ทำให้เกิดสารพรอสตาแกรนดิน (prostagrandin) และสารอื่นๆ ทำให้เกิดอาการปวดท้องน้อย และบริเวณใกล้เคียง และอาจมีอาการปวดบิดเกร็งกล้ามเนื้อเรียบของอวัยวะภายในได้ จึงทำให้เกิดอาการปวดรอบประจำเดือนขึ้น 
ปวดประจำเดือน...ปวดได้ทุกเดือน
ปวดประจำเดือนเป็นอาการหนึ่งที่พบได้บ่อยในผู้หญิงทุกรอบของการมีระดูหรือรอบประจำเดือน
ประมาณว่ามีผู้หญิงถึงร้อยละ 70 จากผู้หญิงทุกคนรอบประจำเดือน
นั่นคือผู้หญิง 7 ใน 10 คน เคยปวดประจำเดือนมีประสบการณ์รับรู้ความเจ็บปวด และทนทุกข์ทรมานกับการปวดประจำเดือนมาแล้ว ซึ่งแตกต่างกัน บางคนก็เป็นมากหรือมีอาการรุนแรงจนกระทั่งเสียงาน ทำงานไม่ได้ แต่บางคนก็เป็นเพียงเล็กน้อย อาการไม่รุนแรง และสามารถดำเนินชีวิตหรือทำงานได้ได้ตามปกติ
อาการปวดประจำเดือนหรืออาการปวดท้องน้อย ที่สัมพันธ์กับการเป็นระดู อาจเกิดอาการปวดขึ้นมาก่อนหรือระหว่างการมีรอบประจำเดือน และอาจจะคงอยู่อีก 2-3 วัน ก็จะหายกลับเป็นปกติ และอาการจะกลับมาเป็นใหม่ในรอบประจำเดือนต่อๆไป
ส่วนใหญ่ของการปวดประจำเดือนเป็นชนิดไม่รุนแรง
บางรายอาจมีอาการรุนแรงมาก แต่บางรายอาจมีอาการเพียงเล็กน้อย
บรรดาผู้ที่ปวดประจำเดือน พบว่าส่วนใหญ่มีอาการเป็นโรคชนิดนี้เพียงเล็กๆน้อยๆ ซึ่งอาจหายหรอทุเลาลงได้เอง หรือได้รับยาแก้ปวดบางชนิดก็ช่วยให้อาการดีขึ้น และไม่ส่งผลรบกวนต่อการทำงาน หรือใช้ชีวิตประจำวันตามปกติ
แต่มีผู้หญิงอีกส่วนหนึ่งซึ่งเป็นส่วนน้อยจะมีอาการปวดประจำเดือนอย่างรุนแรง มักมีรอบประจำเดือนมามากร่วมด้วย จนกระทั่งส่งผลกระทบรบกวนต่อการทำงาน ทำให้ทำงานตามปกติไม่ได้ หรือต้องหยุดงานหรือขาดเรียนได้
เมื่อปวดประจำเดือน มักมีอาการปวดบิดๆ บริเวณท้องน้อย หรือบริเวณช่องท้องตรงกลาง ใต้สะดือลงไปถึงหัวหน่าว บางรายอาจปวดบริเวณเอว หลัง หรือบั้นท้าย และบางรายอาจมีอาการคลื่นไส้ อาเจียน หรือปวดหัวได้
นอกจากนี้ยังพบว่าผู้ที่มีน้ำหนักตัวน้อย มีรอบประจำเดือนมาปริมาณมาก มีรอบประจำเดือนมาหลายวัน สูบบุหรี่ และความเครียด ล้วนเป็นปัจจัยส่งเสริมให้เกิดอาการปวดประจำเดือนมากยิ่งขึ้น
ภาวะที่มีรอบประจำเดือน มีการสูญเสียเลือดทำให้ภูมิคุ้มกันร่างกายของผู้หญิงลดลงต่ำ เกิดภาวะแทรกซ้อนได้ง่าย และที่พบบ่อยๆ คือ อาการไข้ ตัวร้อน ร่วมกับการมีรอบประจำเดือนซึ่งชาวบ้านเรียกว่า ไข้ทับระดู
ชนิดของการปวดประจำเดือน
การปวดประจำเดือนอาจแบ่งได้ 2 ชนิด ใหญ่คือ ปวดประจำเดือนชนิดไม่รุนแรง (Primary Dysmenorrhea) และปวดประจำเดือนชนิดรุนแรง (Secondary Dysmenorrhea)

1. ปวดประจำเดือนชนิดไม่รุนแรง
ผู้หญิงส่วนใหญ่ที่มีอาการปวดประจำเดือนจะเป็นการปวดชนิดที่ 1 ประมาณกันว่าร้อยละ 70-80 ของผู้ที่ปวดประจำเดือนจะเป็นภาวะปวดประจำเดือนชนิดที่ไม่รุนแรงนี้ โดยมากมักมีอาการปวดเล็กน้อยถึงปานกลางเมื่อได้พักผ่อน รักษาดูแลด้วยตนเองหรือได้รับยาบางชนิด อาการปวดก็จะทุเลาเบาบางลง สามารถดำเนินชีวิตได้ตามปกติ
มักเริ่มมีอาการปวดประจำเดือนตั้งแต่เป็นวัยรุ่นหรือเข้าสู่วัยสาว โดยจะเริ่มปวดรอบประจำเดือนหลังจากเริ่มมีรอบประจำเดือนครั้งแรกถึง 3 ปี หลังเริ่มมีรอบประจำเดือน และระดับการปวดรอบประจำเดือนอาจมากขึ้นจนสูงสุดในช่วงอายุระหว่าง 15-25 ปี และเมื่ออายุเพิ่มมากขึ้น อาการจะเริ่มดีขึ้น บางรายจะหายไปเองเมื่อแต่งงานหรือมีบุตร
สาเหตุของการปวดประจำเดือนชนิดนี้ คือปากมดลูกหรือมดลูกตึงแน่นเกินไป การไหลเวียนของเลือดยังไม่ดีพอ หรทอมีการแปรปรวนของฮอร์โมน
2. ปวดประจำเดือนชนิดรุนแรง
การปวดรอบประจำเดือนชนิดนี้ มักมีอาการปวดรุนแรงถึงรุนแรงมาก จนทำให้รบกวนการทำงาน หรือเรียนหนังสือ ทำให้ขาดงานหรือขาดเรียนได้ และเมื่อใช้ยาบรรเทาอาการปวดประจำเดือน ก็ได้ผลเพียงเล็กน้อย หรือไม่ได้ผลเลย
ปวดประจำเดือนชนิดรุนแรง หรือปวดประจำเดือนทุติยภูมิ มักเริ่มมีอาการครั้งแรกเมื่ออายุตั้งแต่ 25 ปี ขึ้นไป ซึ่งมีสาเหตุจากความผิดปกติของอวัยวะภายใน เช่น ผนังมดลูกงอกผิดที่ (endometriosis) เนื้องอกที่มดลูก ความผิดปกติของมดลูก หรือความผิดปกติของรังไข่ เป็นต้น
ปวดประจำเดือนชนิดนี้พบได้ประมาณร้อยละ 20-30 ของผู้หญิงที่มีอาการปวดประจำเดือน ซึ่งควรไปปรึกษาแพทย์ หรือสูติ-สารีแพทย์ เพื่อให้ได้รับการดูแลรักษาอย่างถูกต้องตั้งแต่เนิ่นๆ

การรักษา
การดูแลรักษาอาการปวดประจำเดือนง่ายๆ ด้วยการใช้กระเป๋าน้ำร้อนประคบ ณ ตำแหน่งที่มีอาการปวด หรือจะเลือกใช้ยาแก้ปวด เช่น พาราเซตามอล แอสไพริน กรดมีเฟนามิก ไอบูโพรเฟน เป็นต้น
ในรายที่มีอาการปวดเพียงเล็กน้อย ไม่รุนแรง การใช้ยาพาราเซตามอล ขนาดเม็ดละ 500 มิลลิกรัม หรือ แอสไพริน เม็ดละ 300 มิลลิกรัม ครั้งละ 1-2 เม็ด วันละ 3-4 ครั้ง หลังอาหารและก่อนนอน หรือทุก 4-6 ชั่วโมง (เวลาปวดรอบเดือน) ก็สามารถบรรเทาอาการปวดรอบประจำเดือนได้เป็นอย่างดี
แต่รายที่มีอาการระดับปานกลางถึงมากอาจแนะนำให้ใช้ยากรดเฟนามิก เม็ดละ 250-500 มิลลิกรัม หรือ ไอบรูโพรเฟน 200-400 มิลลิกรัม ครั้งละ 1 เม็ด วันละ 3 ครั้ง หลังอาหารทันที ก็จะได้ผลดีเช่นกัน
เมื่ออาการทุเลาเบาบางลงแล้ว ก็ไม่จำเป็นต้องกินยาต่อไปอีก สามารถหยุดการใช้ยาได้เลย เพราะยาชนิดนี้เป็นยาบรรเทาอาการเท่านั้น
นอกจากนี้บางคน อาจมีอาการปวดประจำเดือนมาเป็นประจำจนสามารถคาดเดา ทำนาย หรือพยากรณ์ วันเวลาและการเกิดอาการปวดประจำเดือนได้ ซึ่งผู้ป่วยอาจใช้ยาแก้ปวดในระยะเวลาก่อนที่จะมีการปวดประจำเดือนเพียงเล็กน้อย เพื่อบรรเทาอาการดังกล่าว พร้อมทั้งไม่ต้องทำให้เกิดอาการปวดก่อนที่จะเริ่มการใช้ยาได้
ถึงตอนนี้คงพอแยกแยะชนิดของการปวดประจำเดือนได้แล้ว ว่าแบบใดเป็นชนิดที่ไม่รุนแรง (การปวดประจำเดือนแบบปฐมภูมิ) พร้อมทั้งให้การดูแลรักษาเบื้องต้นด้วยตนเองได้ และถ้าเป็นชนิดรุนแรง (ชนิดที่ 2) ซึ่งควรไปปรึกษาแพทย์เพื่อให้ได้รับการดูแลรักษาที่เหมาะสมต่อไป
นอกจากนี้ยังได้ทราบถึงยาแก้ปวดและยาคลายกล้ามเนื้อเรียบของอวัยวะภายในที่ใช้ตัวเดียว หรือใช้ร่วมกันสำหรับบรรเทาอาการปวดประจำเดือน ตลอดจนวิธีใช้ที่ถูกต้อง เพื่อประโยชน์สูงสุดของการใช้ยา
หากมีคำถามหรือปัญหา เรื่องยาและสุขภาพ ก็สามารถไปปรึกษากับเภสัชกรชุมชน ที่ประจำอยู่ที่ร้านยาใกล้บ้าน ทั้งนี้เพื่อจะได้รับการดูแลรักษา แก้ปัญหาสุขภาพอย่างทันท่วงที ใกล้ตา ใกล้ใจ และถ้ามีความจำเป็นเภสัชกรก็จะให้คำแนะนำให้ไปพบแพทย์หรือรับการตรวจเพิ่มเติมตามความเหมาะสมต่อไป

ขอบคุณ  www.pooyingnaka.com

คุยกันเรื่องตกขาว

คุยกันเรื่องตกขาว
ปัญหาใหญ่ของสาวโสด สาวไม่โสด สาวน้อย รวมทั้งชายหนุ่มของพวกเธอปัญหาหนึ่ง น่าจะหนีไม่พ้นเรื่องราวของ... ตกขาว
ตกขาว เป็นปัญหาอันดับต้นๆ ที่นำพาเอาสาวทั้งโสดและไม่โสด ไปปรึกษาแพทย์
คุณผู้อ่านคงสงสัยว่า แล้วมันเกี่ยวกับเรื่องราวของความรักได้อย่างไร อ่านต่อไปจนจบแล้วจะทราบได้ว่า ไม่ได้อ่านผิดคอลัมน์ ยังคงเป็นคลินิกรักเหมือนเดิม

ตกขาวมาจากไหน ?
ที่จริงตกขาวก็เหมือนกับขี้ไคลนั่นแหละครับ เพราะเป็นเยื่อผิวหนังภายในจุดซ่อนเร้น ที่หลุดลอดออกมาหลังจากหมดอายุขัย เพียงแต่ผิวหนังภายในส่วนสงวนมันตอบสนองต่อระดับฮอร์โมนเพศหญิงในร่างกาย ทำให้มีมากน้อยเปลี่ยนไปตามช่วงเวลาของรอบเดือน โดยช่วงใกล้ๆ จะมีรอบเดือนนั้น จะมีตกขาวมาก และแบคทีเรียภายในจะเจริญเติบโตได้มาก ทำให้อาจจะเกิดกลิ่นได้บ้าง จากของเสียที่แบคทีเรียขับออกมา และบางครั้งก็อาจจะมีกลิ่นเปรี้ยวๆ ด้วย
ยิ่งถ้าผ่านการร่วมรักกับเขาคนนั้น ก็จะมีน้ำหล่อลื่นบ้าง น้ำรักของเขาบ้างปนกับเยื่อบุผนังส่วนสงวน ทำให้บางครั้งตกขาวหลุดออกมาเป็นก้อนๆ และหลายรายอาจมีสีเหลืองอ่อนๆ บ้าง ถ้าตกขาวนั้นค้างคาอยู่ภายในเป็นเวลานาน
ตกขาวแบบไหนที่ต้องไปพบหมอ ?
ถ้าตกขาว เป็นสีขาวขุ่น ลักษณะคล้ายแป้งเปียก ไม่มีการระคายเคือง ปัสสาวะก็ปกติ ไม่แสบขัด ไม่มีอาการคัน ปากทางส่วนสงวนไม่มีผื่นแดงแล้ว แม้ว่าจะมีมากขนาดไหนก็ถือว่า...ปกติ
ใช้น้ำสะอาดล้างก็พอแล้ว...ไม่ต้องกังวลใจ
แต่ถ้าตกขาวเปลี่ยนเป็น สีเหลือง เป็นมูกปนเลือด หรือมีสีเขียว สีเทา และมีกลิ่นไม่ค่อยจะดีแล้ว ต้องรีบไปปรึกษาคุณหมอจะดีที่สุด
ขอร้องว่า อย่าหายาสอด ยาสอดรักษาเองเลยครับ นอกจากจะทำให้ไม่หายขาดแล้ว ยังอาจกลายเป็นโรคอักเสบเรื้อรังภายใน หรือไม่ก็เชื้อโรคที่ทำให้เกิดตกขาวเกิดการดื้อยาขึ้นด้วย
ตกขาว ที่ผิดปกตินั้น แม้ว่าสีเหมือนกัน อาจจะเกิดจากเชื้อโรคต่างกันก็ได้ใครจะรู้ การรักษาตกขาวให้หายขาดจะต้องวินิจฉัยให้ได้ก่อนว่า เกิดจากเชื้อชนิดไหน
การทำออรัลเซ็กซ์จะเป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดตกขาวไหม ?
ถ้ารักจะทำออรัลเซ็กส์ให้สาวๆ แล้วละก็ คุณหนุ่มๆ ทั้งหลาย ก่อนอื่นคงจะต้องหมั่นรักษาความสะอาดของช่องปากให้ดี ถ้าจะให้ดีแล้วผมว่า ควรจะแปรงฟันทุกครั้ง ก่อนปฏิบัติการ หรือถ้าจะให้สะอาดสุดยอดแล้วละก็ บ้วนปากด้วยน้ำยาฆ่าเชื้อเสียอีกรอบ เท่านี้ปฏิบัติการอันสุนทรีย์ของคุณก็จะไม่ไปทำให้เกิดการอักเสบระคายเคืองส่วนสงวนของเธอ จนเกิดตกขาว
แต่ถ้าปากของคุณหนุ่มในฝันไม่ค่อยสะอาด ก็มีสิทธิอักเสบ จนเกิดตกขาวได้เหมือนกัน ด้วยเหตุนี้ สาวๆ คนไหนรักจะให้พ่อหนุ่มในดวงใจทำออรัลให้ เตรียมซื้อแปรงสีฟันและยาสีฟันไว้ให้เขาแปรงฟันก่อนปฏิบัติการนะครับ ไม่อย่างนั้น อย่าไปยอมเขา แหมของเราสะอาดดีอยู่แล้ว จะเอาปากเหม็นๆ มาดมได้อย่างไร จริงไหมครับ
เผลอรับประทานตกขาวเข้าไประหว่างปฏิบัติการ จะเป็นอันตรายไหม ?
เป็นคำถามคาใจของหนุ่มหลายรายที่ชอบรายการชิวหาพาเพลิน และบางครั้งพอเธอตอบสนองดี ก็จะมีการบีบรัดของกล้ามเนื้อส่วนสงวน จนไล่เอาตกขาวภายในออกมา จนต้องเผลอรับประทานไปบ้าง รับรองได้ครับว่า ไม่เป็นอะไรเด็ดขาดนอกจากบางครั้งอาจได้รสที่แปร่งปร่าไปบ้าง ถ้าเป็นตกขาวช่วงใกล้จะมีรอบเดือน หรือเธอผู้นั้นชอบรับประทานของหมักของดองเป็นประจำ
จะล้างตกขาวด้วยน้ำยาสวนล้างดีไหม ?
เดี๋ยวนี้ ผู้หญิงชอบสวนล้างภายในกันด้วยน้ำยาฆ่าเชื้อเฉพาะส่วน ตามคำโฆษณา กันเป็นประจำ ที่จริงดูเผินๆ ก็ดีนะครับทำให้สะอาด สบายดี บางคนว่ากลิ่นสะอาดมากขึ้นด้วย

แต่ถ้าพิจารณาให้ลึกซึ้งแล้ว คุณกำลังทำลายกองกำลังแบคทีเรียที่เป็นมิตรต่อมนุษย์ซึ่งอาศัยอยู่ภายในส่วนสงวนนะครับ เพราะน้ำยาฆ่าเชื้อจะไปฆ่าแบคทีเรียดังกล่าว ทำให้คุณขาดกองกำลังพิทักษ์ดินแดนอาณาเขตหวงห้ามของคุณไป ใช้ไปนานๆ หลายรายจึงเกิดเชื้อราในร่มผ้าได้ง่าย
ล้างเฉพาะภายนอกก็พอครับ อยากจะใช้อะไรก็ใช้ไป แต่อย่าสวนล้างเข้าไปภายในเด็ดขาด
แต่ถ้าจะให้สะอาด สะดวก ปลอดภัย อุ่นใจ และประหยัด แล้วละก็... น้ำสะอาดดีที่สุด
ผู้ชายที่ไม่ขลิบปลายอวัยวะ จะเป็นสาเหตุทำให้ผู้หญิงตกขาวไหม ?
ผู้ชายที่ไม่ขลิบหนังหุ้มปลาย ทำให้มีขี้เปียก (ขี้ไคลชนิดหนึ่ง) หมักหมมอยู่ภายใต้หนังหุ้มปลายของเขา และเชื่อกันว่า เป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดการระคายเคืองของปากมดลูก จนอาจเป็นปัจจัยเสี่ยงทำให้ผู้หญิงเป็นมะเร็งปากมดลูกได้
เพราะพบว่า ผู้หญิงที่มีเพศสัมพันธ์กับผู้ชายหลายคน มีโอกาสเป็นมะเร็งปากมดลูก มากกว่าผู้หญิงที่มีอะไรกับแฟนคนเดียว
ทางแก้...ให้เขาสวมถุงยางอนามัยทุกครั้ง
แต่ขี้เปียกดังกล่าว จะเป็นสาเหตุทำให้สาวคนรักที่มีความสัมพันธ์ที่ลึกซึ้งเป็นตกขาวหรือไม่ ยังไม่พบว่า มีส่วนเกี่ยวข้องกันมากขนาดนั้น
ผมว่า ถ้าจะให้แน่ใจ จัดการอาบน้ำเขาและน้องชายของเขาให้สะอาดทุกครั้งก่อนร่วมรักจะดีที่สุด จะได้แน่ใจในความสะอาดที่แสนจะสดใส และใหม่เสมอของส่วนรัก ส่วนหวงของเขา... และของคุณ
ก็คุณเป็นของกันและกันนี่...จริงไหม
อย่าให้ตกขาวมาเป็นอุปสรรคของความรัก... ด้วยภาษากายเลย
ขจัดออกไปเสียด้วยการรักษาความสะอาด
คุณภาพ...ของชีวิตรัก ก็จะดีขึ้น

ขอบคุณ เนชั่นสุดสัปดาห์
 

มดลูกต่ำ ทำไงดี

มดลูกต่ำ ทำไงดี
เรื่องของกระบังลมหย่อน หรือมดลูกต่ำนั้น คือภาวะที่กล้ามเนื้อและพังผืดต่างๆ ซึ่งมีหน้าที่รองรับอวัยวะในอุ้งเชิงกรานมีอาการอ่อนแรงลง จึงทำให้เกิดการหย่อน ยื่น หรือการเคลื่อนต่ำลงมาของมดลูก กระเพาะปัสสาวะ ท่อปัสสาวะ ผนังช่องคลอดหรือแม้กระทั่งลำไส้  อันนับเป็นสาเหตุที่ทำให้คุณผู้หญิงจำนวนมากเกิดอาการปวดหน่วงท้องน้อยหรือปวดหลัง รู้สึกเหมือนมีก้อนเนื้อยื่นโผล่มาจุกอยู่ในช่องคลอด ระคายเคืองในช่องคลอด มีตกขาวซึ่งอาจปนเลือดหรือหนอง
และที่สำคัญมากๆ คือ ทำให้เกิดความไม่พึงพอใจในการมีเซ็กส์ ตั้งแต่รู้สึกว่าหลวม ไม่กระชับ ไปจนกระทั่งมีเสียงลมลอดออกจากช่องคลอดในขณะเบ่งเกร็ง หรือกำลังขยับ ซึ่งสร้างความอับอายให้กับคุณผู้หญิง
ความจริงเรื่องนี้ ดูภายนอกไม่รู้หรอกครับ ต้องอาศัยการสังเกตดูว่า ภายในช่องคลอดซึ่งปกติยาวประมาณ 3 นิ้ว หรือเมื่อลองเอานิ้วสอดเข้าไปจนสุดแล้ว ปลายนิ้วจึงอาจสัมผัสไปถึงปากมดลูกได้ แต่ถ้าใครสอดเข้าไปแค่ครึ่งนิ้ว หรือสัมผัสดูเหมือนมีอะไรห้อยย้อยลงมา โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าลองออกแรงเบ่งหรือไอแรงๆ ดู แล้วพบว่ายิ่งยื่นห้อยลงมาแล้วละก็ แสดงว่าต้องมีการหย่อนของกระบังลมเกิดขึ้นบ้างแล้วไม่มากก็น้อย รายที่เป็นมากอาจพบปัสสาวะเล็ดออกมาพร้อมกับเวลาไอด้วย และควรลองขมิบช่องคลอดดูด้วยว่ายังรู้สึกว่ามีผนังช่องคลอดมาบีบรัดนิ้วมืออย่างกระชับแน่นหรือไม่ เพื่อประเมิณความแข็งแรงของกลมเนื้อที่หย่อนเหล่านั้น
สาเหตุของกระบังลมหย่อน ล้วนเกิดจากปัจจัยที่ทำให้ความแข็งแรงของกล้ามเนื้อหรือเนื้อเยื่อเกี่ยวพันบริเวณช่องคลอดและเชิงกราน อ่อนแอลง ซึ่งอาจจะมาจากอายุที่มากขึ้นจึงเกิดการเสื่อมสภาพไปตามวัย แต่ก็มีภาวะหลายอย่างที่ส่งเสริมให้เกิดกระบังลมหย่อนได้เร็วขึ้น
1. คลอดบุตรทางช่องคลอด อาจเกิดการยืดขยายหรือฉีกขาดของกล้ามเนื้อบริเวณฝีเย็บและหูรูดรอบทวารหนัก นอกจากนี้ ถ้าคลอดบ่อย มีลูกมาจนแทบจะไม่ต้องเบ่งเลยเวลาคลอดคนหลังๆ อย่างนี้รับรองว่าหย่อนแน่ๆ ครับ ยิ่งถ้าหลังคลอดไม่ขยันออกกำลังกายบริหารกล้ามเนื้อกระบังลมให้บ่อยๆ เพื่อช่วยให้กระชับเข้าที่ ก็ยิ่งจะมีแต่หย่อนลงทุกวัน
2. มดลูกมีขนาดใหญ่ น้ำหนักมาก จากการที่กล้ามเนื้อผนังมดลูกหนาหรือมีเนื้องอกที่มดลูก
3. การเพิ่มภาระของระบบค้ำจุนหรือเพิ่มความดันในช่องท้องอย่างต่อเนื่องเรื้อรัง เช่น ในคนที่ท้องผูกเป็ประจำ ยกของหนักยอู่ตลอดเวลาหรือยืนเป็นเวลานานๆ รวมไปถึงการมีเนื้องอกอื่นในช่องท้องหรือมีน้ำในช่องท้อง เช่นในคนที่เป็นโรคตับหรือท้องมาน เป็นต้น
4. ปัจจัยอื่น เช่น เชื้อชาติและกรรมพันธุ์  พบว่ามีความเกี่ยวข้องอยู่บ้าง เนื่องจากมักพบภาวะนี้ในคนผิวดำมากกว่าคนผิวขาว
ขมิบ Vs รีแพร์  แก้ได้
การรักษาโรคนี้ต้องลงทุนลงแรงกันเสียหน่อยครับ เพราะไม่มีตัวยาใดๆในโลกนี้ ทั้งแผนปัจจุบัน แผนโบราณหรือแม้แต่แผนอนาคต รวมทั้งว่านชักมดลูกหรือชักแม่น้ำทั้งห้า ฯลฯ ที่จะทำให้โรคนี้หายได้
1. ฝึกขมิบ เพื่อบริหารกล้ามเนื้อช่องคลอดและเชิงกรานให้มีความแข็งแรง ซึ่งเหมาะสำหรับในรายที่เป็นไม่มาก ด้วยการขมิบแล้วเกร็งไว้นับ 1 – 10 ครั้งติดต่อกันแล้วทำหลายๆชุดต่อวัน หรืออาจขมิบช่องคลอด 5 ครั้งทุกๆ ครึ่งชั่วโมงตลอดทั้งวันก็ได้ นับเป็นวิธีที่ง่าย ประหยัดไม่ต้องลงทุน ทำได้ทุกที่
2. รีแพร์ หรือเย็บซ่อมทำสาว คือการผ่าตัดเอาเนื้อของผนังช่องคลอดส่วนที่หย่อนยื่นเกินออกมาทิ้งไป แล้วซ่อมแซมเสริมความแข็งแรงให้กล้ามเนื้อกระชับขึ้น ตกแต่งผนังช่องคลอดใหม่ให้แคบลง ทำให้เพิ่มความพึงพอใจในการมีเซ็กส์เพิ่มขึ้น และรักษาการหย่อนยานของกระเพาะปัสสาวะ ท่อปัสสาวะหรือลำไส้ใหญ่ส่วนทวารหนักให้กลับเป็นปกติ ซึ่งในรายที่หย่อนไม่มากอาจเย็บเฉพาะผนังช่องคลอดด้านหลังเรียกว่า Posterior Repair แต่ถ้าหย่อนมากต้องเย็บซ่อมทั้งผนังช่องคลอดด้านหน้าและด้านหลัง ซึ่งเรียกว่า Antero-Posterior Repair ซึ่งแน่นอนว่าก่อนทำ แพทย์ต้องประเมินจากการซักประวัติและตรวจร่างกายให้ดีก่อนเข้ารับการรักษานะครับ

นพ.พูนศักดิ์ สุชนวณิช (สูตินรีแพทย์)
 www.pooyingnaka.com
 

เรื่องสิวๆ กับอารมณ์เหวี่ยงๆ ก่อนวันนั้นของเดือน

เรื่องสิวๆ กับอารมณ์เหวี่ยงๆ ก่อนวันนั้นของเดือน
เวลาที่สาวๆมีสิวสักเม็ดผุดขึ้นบนใบหน้านั้นหมายความว่า... ความกังวลใจได้มาเยือนแล้ว! แถมยังจะมีอารมณ์เหวี่ยงสุดๆก่อนประจำเดือนมาอีก เฮ้อ... ทำไงดีหละงานนี้!  

...เอาเป็นว่าเรามาดูสาเหตุของการเกิดสิวและต้นเหตุของอารมณ์เหวี่ยงในช่วงก่อนมีประจำเดือนกันก่อนดีกว่าค่ะ

สิวเกิดจากอะไร?
-   ร่างกายสร้างฮอร์โมนเพศชายที่ชื่อ Androgen มากเกินไป ทำให้มีการสร้างไขมันเพิ่ม โดยมากฮอร์โมนจะเริ่มสร้างเมื่ออายุ
11 – 14 ปี ดังนั้น จึงพบสิวมากในวัยนี้และอาจจะอยู่ได้นานหลายปี และพบว่าการเกิดสิวอาจสัมพันธ์กับการมีรอบเดือน โดยร้อยละ 60 -70 ของผู้หญิงจะมีสิวมากขึ้นใน 1 สัปดาห์ก่อนมีประจำเดือน เนื่องจากการเปลี่ยนแปลงของระดับฮอร์โมนโปรเจสเตอโรนในร่างกาย
-   การผลิตไขมันมากขึ้นร่วมกับเซลล์ผิวหนัง และเชื้อแบคทีเรียทำให้เกิดสิว
-   มีการเปลี่ยนแปลงของรากผม รากผมเจริญเร็วเซลล์มีการแบ่งตัวเร็ว และมีเซลล์ที่ตายมาก จึงเกิดการอุดตันของต่อมไขมัน  แบคทีเรีย โดยเฉพาะแบคทีเรียที่ชื่อ Propionibacterium acne จะทำให้เกิดการอักเสบของสิว
แล้วอารมณ์เหวี่ยงก่อนมีประจำเดือนหละมันคืออะไร......มันก็คือกลุ่มอาการก่อนมีประจำเดือน! แล้วกลุ่มอาการก่อนมีประจำเดือนนั้นคืออะไร?
คำตอบก็คือ กลุ่มอาการก่อนมีประจำเดือน หรือ Premenstrual Syndrome (PMS) คืออาการทางร่างกายและจิตใจที่เกิดขึ้นกับสตรีวัยเจริญพันธุ์ในช่วงประมาณ 5 – 10 วัน ก่อนมีประจำเดือน และอาการจะดีขึ้นและหายไปหลังจากประจำเดือนมาแล้ว PMS นั้นเป็นกลุ่มอาการทางสูตินรีเวช ที่มีความเกี่ยวเนื่องกับการเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมนในรอบเดือน อาการมีหลายรูปแบบและระดับความรุนแรงก็ขึ้นอยู่กับผู้หญิงแต่ละคน ซึ่งร้อยละ 95 ของผู้หญิงวัยเจริญพันธุ์จะมีอาการ PMS อย่างน้อย 1 ใน 8 อาการหลักๆก่อนมีประจำเดือนเหล่านี้คือ
1. อาการทางอารมณ์และจิตใจ เช่นหงุดหงิดง่าย เครียด ซึมเศร้า อารมณ์แปรปรวน
2. ท้องอืด น้ำหนักขึ้น
3. คัดตึงเต้านม
4. มือหรือเท้าบวม
5. ปวด เช่นปวดศรีษะ เป็นตะคริว
6. ขาดสมาธิ
7. นอนไม่หลับ
8. อยากอาหารมากกว่าปกติ
และจากการสำรวจพบว่า ร้อยละ 10 ของสตรีที่มีอาการ PMS จะเข้าข่ายกลุ่มอาการก่อนมีประจำเดือนชนิดรุนแรง หรือ Premenstrual Dysphoric Disorder (PMDD) สตรีกลุ่มดังกล่าวถูกรบกวนจากอาการจนไม่สามารถจะประกอบกิจการงานตามปกติได้ และต้องได้รับการดูแลจากแพทย์ ในรายที่มีอาการรุนแรง และมีอาการทางประสาท หรือมีพฤติกรรมเบี่ยงเบนไปมากจนทำให้อาจเข้าใจผิดว่าเป็นอาการป่วยทางจิต หรือโรคประสาทได้

แล้วมีวิธีไหนบ้างที่จะช่วยไม่ให้อารมณ์เหวี่ยงและสามารถช่วยลดสิวทำให้ใบหน้าดูสดใสได้.......ก่อนอื่นก็คงต้องขอบอกก่อนว่าอาการของสิวก็มีส่วนที่เกิดจากการที่ร่างกายผลิตฮอร์โมนเพศชายที่ชื่อ Androgen เยอะเกินความจำเป็นและในผู้หญิงส่วนมากก็จะมีสิวเพิ่มมากขึ้นใน 1 สัปดาห์ก่อนมีประจำเดือนเนื่องจากการเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมนในร่างกาย ส่วนการเกิดอารมณ์เหวี่ยงหรือกลุ่มอาการก่อนมีประจำเดือน (PMS) นั้น ก็เกิดจากระดับการเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมนในร่างกายผิดปกติเช่นกัน ฉะนั้น 2 อาการทั้งสิวและอาการก่อนมีประจำเดือนนั้นมีทางแก้ไขที่ควบคู่กันด้วยวิธีการปรับสภาพของฮอร์โมน โดยปัจจุบันมียาคุมกำเนิดที่วางจำหน่ายแล้วในประเทศสหรัฐอเมริกา ชื่อ ยาส ซึ่งได้รับการรับรองโดยองค์การอาหารและยาให้ใช้รักษาอาการก่อนมีรอบเดือนได้ โดยยาสจะไปช่วยปรับสภาพของฮอร์โมนในร่างกายให้อยู่ในระดับที่เหมาะสมซึ่งจะช่วยลดอาการดังกล่าวได้

...คราวนี้เรื่องสิวๆกับอารมณ์เหวี่ยงๆ ก่อนวันนั้นของเดือนก็จะไม่มาให้กวนใจคุณสาวๆอีกต่อไป แต่ทั้งนี้ก็อย่าลืมที่จะปรึกษาแพทย์เพื่อรับคำแนะนำในการทานยาที่ถูกต้องด้วยนะค่ะ

ขอบคุณข้อมูลจาก http://www.yaz.com/html/index.html
 

น้ำยาดับกลิ่นปาก จากธรรมชาติ

Bookmark and Share
น้ำยาดับกลิ่นปาก จากธรรมชาติ


ปัญหากลิ่นปากเหมือนจะเป็นเรื่องเล็ก แต่ทำให้เสียบุคลิกภาพ และแสดงถึงปัญหาสุขภาพในช่องปากอีกด้วย การแก้ไขด้วยการใช้น้ำยาบ้วนปากบางชนิด ที่มีส่วนผสมของแอลกอฮอล์เกินมาตรฐาน (เข้มข้นมากกว่า 26%) ยังเพิ่มความเสี่ยงให้เกิดมะเร็งบริเวณศรีษะ และลำคอ
การดับกลิ่นปากด้วยส่วนผสมจากธรรมชาติ เป็นอีกทางเลือกหนึ่งที่น่าสนใจ ขอแนะนำ 2 สูตรน้ำยาดับกลิ่นปาก จากธรรมชาติ ดังนี้
1. ขิง และมะนาว
ใช้น้ำขิงสด 1 ช้อนชา, น้ำมะนาว 1 ช้อนชา และน้ำอุ่น 1 แก้ว
ผสมให้เข้ากัน ใช้กลั้วปากวันละ 1 ครั้ง หลังแปรงฟันในตอนเช้า

2. ใบฝรั่ง
ล้างใบฝรั่งให้สะอาด นำมาหรือตำให้ละเอียด ผสมกับน้ำเกลือ 0.9%(หาซื้อได้
ตามร้านขายยาทั่วไป) แช่ไว้ 10-15 นาที แล้วกรองเอาแต่น้ำ เก็บไว้ใช้บ้วนปาก
แม้จะมีส่วนผสมที่หาได้ง่าย และทำเองไม่ยาก แต่การแก้ที่ต้นตอของปัญหาที่แท้จริง คือ การดูแลสุขภาพของตนเองให้ดี ด้วยการทานอาหารให้ถูกสุขลักษณะและออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ จึงจะเป็นการช่วยให้สุขภาพดีจากภายในอย่างแท้จริง

ข้อมูลจาก นิตยสาร ชีวจิต
 www.pooyingnaka.com
 

อาหารชุดเพื่อ ลดน้ำหนัก ใน 3 วัน

อาหารชุดเพื่อ ลดน้ำหนัก ใน 3 วัน

สูตรนี้จะลดน้ำหนักได้ 5% ของน้ำหนักตัวค่ะ บางคนอาจละได้ 1-2 กิโลกรัมเท่านั้น
ลองทำดูซัก 2 ชุดติดต่อกันนะคะ หรือจะลองสูตรอื่นดูก็ได้ค่ะ มีอีกเยอะ

อย่างไรก็ตาม การลดความอ้วนที่ได้ผลแน่นอนก็ต้องออกกำลังกายควบคู่กันไปด้วยนะคะ


วันที่ 1
มื้อเช้า : ชาหรือกาแฟไม่ใส่น้ำตาล ส้มโอ 1/2 ผล ขนมปังปิ้ง 1 แผ่น ถั่วเหลืองในซอสมะเขือเทศ
มื้อกลางวัน : ชาหรือกาแฟไม่ใส่น้ำตาล ปลาทูน่า 4 ออนซ์ ขนมปังปิ้ง 1 แผ่น
มื้อเย็น : แฮม 2 แผ่น ถั่วฝักยาวต้ม 4 ออนซ์ (ประมาณ 115 กรัม) ไอศกรีมวนิลา 4 ออนซ์ บีทรูทต้ม 4 ออนซ์

วันที่ 2
มื้อเช้า : ชาหรือกาแฟไม่ใส่น้ำตาล ขนมปังปิ้ง 1 แผ่น ไข่ต้ม 1 ฟอง กล้วยหอม 1/2 ผล
มื้อกลางวัน : ชาหรือกาแฟไม่ใส่น้ำตาล แคร๊กเกอร์ (แบบเค็ม) 5 แผ่น Coltage Cheese (คล้ายโยเกิร์ต) ของโฟร์โมสต์ 120 กรัม
มื้อเย็น : แฮม 2 แผ่น บร็อคคอลรี่ต้ม 4 ออนซ์ แครอทต้ม 4 ออนซ์ ไอศกรีมวนิลา 4 ออนซ์ กล้วยหอม 1/2 ผล

วันที่ 3
มื้อเช้า : ชาหรือกาแฟไม่ใส่น้ำตาล แคร๊กเกอร์ (แบบเค็ม) 5 แผ่น Cheddar Cheese 1 แผ่น แอ๊ปเปิ้ล 1 ผล
มื้อกลางวัน : ชาหรือกาแฟไม่ใส่น้ำตาล ขนมปังปิ้ง 1 แผ่น ไข่ต้ม 1 ฟอง
มื้อเย็น : ปลาทูน่า 4 ออนซ์ บีทรูทต้ม 4 ออนซ์ ไอศกรีมวนิลา 4 ออนซ์ ดอกกระหล่ำต้ม 4 ออนซ์ แคนตาลูป 1/2 ผล

หมายเหตุ
1. ขนมปังปิ้งต้องปิ้งจนแห้ง และไม่ทาเนยหรือมาการีน
2. แคร๊กเกอร์ต้องเป็นรสเค็ม
3. ปลาทูน่าและถั่วฝักยาวอาจแช่แข็งได้
4. อาหารชุดนี้จะทำปฏิกิริยาทางเคมีซึ่งกันและกัน และพิสูจน์ได้

ข้อห้าม
1. ห้ามเปลี่ยนแปลงหรือทดแทนอาหารอื่น ห้ามใช้เครื่องปรุงอื่น นอกจากเกลือและพริกไทย
2. รายการใดที่ไม่ได้กำหนดไว้ชัดเจน ให้ใช้วิจารณญาณตามความเหมาะสม สูตรอาหารนี้ให้ใช้ติดต่อกัน 3 วัน ภายใน 3 วัน ควรลดน้ำหนักได้ 10 ปอนด์ หรือประมาณ 4.5 กิโลกรัม หลังจาก 3 วัน รับประทานอาหารได้ตามปกติ

ข้อมูลจาก www.ladytip.com